แบบฝึกหัดท้ายบทที่6
1. จงอธิบายถึงความหมายของนวัตกรรมทางการศึกษาปฐมวัย
2. จงอธิบายถึงความสาคัญของนวัตกรรมทางการศึกษาปฐมวัยที่มีต่อเด็กปฐมวัย
3. จงอธิบายถึงทฤษฎีที่มีอิทธิพลต่อรูปแบบการพัฒนาเด็กปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทย
4. จงวิเคราะห์ถึงกระบวนการพัฒนาของหลักการและรูปแบบการพัฒนาเด็กปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทย
5. จงอธิบายถึงการนารูปแบบการพัฒนาเด็กปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทยไปใช้ในการจัดการศึกษาปฐมวัย
6. จงอธิบายถึงหลักการของการศึกษาแนววิถีพุทธในการพัฒนาคนให้เป็นผู้ที่มีความรู้
7. จงอธิบายถึงหลักของการเรียนรู้ตามแนววิถีพุทธ
8. จงอธิบายถึงปัจจัยของการเรียนรู้ตามแนววิถีพุทธ
9. จงอธิบายถึงแนวคิดการสอนแบบจิตปัญญา
10. จงเปรียบเทียบแนวคิดของรูปแบบการพัฒนาเด็กปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทยกับแนวคิดการสอนแบบจิตปัญญามีความแตกต่างกันหรือความเหมือนกันอย่างไร
คำตอบ
1.คือ เพื่อพัฒนาศักยภาพให้กับเด็ก ทั้งในด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ซึ่งนักการศึกษาปฐมวัยต่างก็ได้พยายามศึกษาค้นคว้าและวิจัยค้นหาแนวคิดและวิธีการใหม่ ๆ มาใช้เพื่อพัฒนาเด็ก ซึ่งเราเรียกว่า นวัตกรรมทางการศึกษาปฐมวัย ซึ่งครูปฐมวัยควรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความหมาย และความสาคัญของนวัตกรรมทางการศึกษาปฐมวัย
2.เด็กปฐมวัยเป็นวัยที่เรียนรู้ด้วยการกระทาจากประสบการณ์ตรงที่ประกอบด้วยสิ่งที่เป็นรูปธรรมต่าง ๆ แล้วนาไปสู่นามธรรมในที่สุด ดังนั้นการจัดการศึกษาปฐมวัยจึงให้ความสาคัญในเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคล โดยมุ่งจัดประสบการณ์ตามความถนัด ความสนใจ และความสามารถของแต่ละคนเป็นเกณฑ์ เพื่อพัฒนาให้เด็กมีความพร้อมในการเรียน นักการศึกษาปฐมวัยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันจึงพยายามที่จะวิเคราะห์ปัญหาในการจัดการศึกษาปฐมวัย คิดวิธีการ แนวทางใหม่เพื่อแก้ปัญหา ทดลองวิธีการใหม่ เผยแพร่แนวทางและวิธีการใหม่
3.การจัดการศึกษาสาหรับเด็กปฐมวัย พบว่า ทฤษฎีและหลักการที่ใช้กันอยู่ในประเทศไทย ส่วนใหญ่เป็นทฤษฎีและหลักการจากต่างประเทศ ประเทศไทยเรายังไม่มีทฤษฎีหรือหลักการในการพัฒนาเด็กที่พัฒนาขึ้นจากฐานข้อมูลที่มาจากเด็กไทย และบริบททางสังคมและวัฒนธรรมไทย ดังนั้นคณะกรรมการวิจัยจึงได้พยายามศึกษาและผสมผสานความรู้ตามหลักสากลกับภูมิปัญญา วิถีชีวิตและระบบคุณค่าของสังคมไทยเข้าด้วยกันเพื่อช่วยให้ได้หลักการ
4.1. แนวคิดทางพระพุทธศาสนาที่เกี่ยวกับการพัฒนาเด็ก ประกอบด้วยแนวคิดเกี่ยวกับกระบวนการพัฒนามนุษย์ กระบวนการพัฒนาสติปัญญา กระบวนการพัฒนาคุณธรรม และกระบวนการกัลยาณมิตร
2. แนวคิดทางวัฒนธรรมไทย ประกอบด้วยแนวคิดเกี่ยวกับสานึก ความเป็นไทย ความประพฤติของเด็กไทย การอบรมเลี้ยงดูด้านค่านิยมและคุณธรรม การอบรมเลี้ยงดูด้วยความรักและถนอม แนวคิดเกี่ยวกับวัฒนธรรม ท้องถิ่น ภาษา สิ่งแวดล้อมทางจิตวิญญาณทางธรรมชาติและวงศาคณาญาติ
3. ข้อมูลเกี่ยวกับสภาพปัญหาและความต้องการของเด็กไทย
4. แนวโน้มของสังคมไทยในอนาคต
-รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทย โดยครอบครัวเป็นรูปแบบที่มุ่งพัฒนาเด็กวัย 0 – 3 ปี ผ่านทางการพัฒนา พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดู รูปแบบนี้ได้จัดทาสาระเกี่ยวกับการอบรมเลี้ยงดูเด็กที่จาเป็นและสอดคล้องกับหลักการที่เป็นพื้นฐาน และได้พัฒนาสื่อต่าง ๆ ให้พ่อแม่โดยการให้บุคคลในชุมชนที่มีความสามารถทาหน้าที่จัดการศึกษาต่อเนื่อง ให้พ่อแม่ผู้เลี้ยงดูเด็กได้มาศึกษาร่วมกัน จัดสัปดาห์ละครั้งต่อเนื่องกันเป็นระยะยาว โดยดาเนินการตามกระบวนการและสื่อที่ให้ไว้ตามคู่มือการอบรมเลี้ยงดูเด็ก การศึกษาในลักษณะนี้สามารถช่วยพัฒนานิสัยการเรียนรู้ และกระบวนการเรียนรู้ของพ่อแม่ไปพร้อมๆกัน
-รูปแบบการจัดการศึกษาปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทย เป็นรูปแบบที่มุ่งพัฒนาเด็กวัย 3 – 6 ปี ผ่านทางการพัฒนาผู้ดูแลเด็ก รูปแบบนี้ได้กาหนดกิจกรรมประจาวันของเด็ก ซึ่งจัดไว้อย่างมีหลักการและมีสัดส่วนสมดุลในเรื่องราวต่าง ๆ ที่จะช่วยให้เด็กมีพัฒนาการทุกด้านรวมทั้งเสนอแนะวิธีการจัดกิจกรรมและประสบการณ์การเรียนรู้ให้แก่เด็ก ซึ่งมีทั้งการให้เด็กลงมือปฏิบัติเป็นวิถีชีวิต ได้เรียนรู้แบบธรรมชาติจากการปฏิสัมพันธ์กับบุคคล สื่อ และสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ และได้เรียนรู้จากการสอนโดยตรง ซึ่งผู้ดูแลเด็กสามารถเรียนรู้ได้จากการฝึกปฏิบัติในการทางานจริง โดยได้รับการนิเทศจากผู้นิเทศที่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการพัฒนาเด็ก
5. 1. หลักการที่ใช้เป็นพื้นฐานในการพัฒนารูปแบบมีความเหมาะสม รูปแบบ การอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทย โดยครอบครัวเอื้ออานวยให้คนในชุมชนสามารถช่วยกันพัฒนาพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กในชุมชนให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการอบรมเลี้ยงดูเด็กได้ดี
2. รูแบบการจัดการศึกษาปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทย มีความเหมาะสมสามารถช่วยให้ผู้ดูแลเด็กจัดการศึกษาให้แก่เด็กได้ดีขึ้น แม้ว่าผู้ดูแลเด็กจะมีความรู้ที่จากัดและมีปัญหาหลายประการ เช่น จานวนเด็กมีมาก อาคารสถานที่ไม่เอื้ออานวย วัสดุอุปกรณ์การสอนมีน้อย
6.การศึกษาเป็นระบบที่พัฒนาด้านความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม แล้วก็ด้านจิตใจ เจตจานง และด้านปัญญา ความรู้สึก ความเข้าใจ ดาเนินประสานไปด้วยกัน และส่งผลต่อกันโดยเจตจานงของจิตใจ แสดงตัวออกมาสู่พฤติกรรมและการสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม ปัญญาที่เข้าใจมาพัฒนาพฤติกรรม ทาให้ได้ผลดียิ่งขึ้น และทาให้จิตใจมีขอบเขตออกไปแล้วมีสภาพดีขึ้น เช่น เมื่อเรารู้เข้าใจเหตุผล รู้ว่าคนอื่นเขาก็รักชีวิตของเขาเหมือนกัน ฉะนั้นจึงไม่ควรไปทาร้ายเขา แต่ควรจะมีเมตตากรุณา การพัฒนาเมตตากรุณาจึงต้องอาศัยปัญญา ความรู้ความเข้าใจถ้าไม่อย่างนั้นก็ได้แค่ความเคยชิน
7.พุทธธรรมเสนอหลักการพัฒนาปัญญาที่มุ่งการฝึกฝนอบรมตนให้บรรลุอิสระภาวะหลุดพ้นจากปัญหา โดยทั่วไปแล้วพุทธศาสนิกชนดูจะเข้าใจ หลักพุทธธรรมในแง่ของพระพุทธพระธรรม พระสงฆ์ ศีล ประเพณีพิธีกรรมเท่านั้น แท้จริงแล้วพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงวางหลักการพัฒนามนุษย์และหลักการเรียนรู้ได้อย่างเป็นระบบ ครบกระบวนการมีองค์ประกอบและขั้นตอนตามลาดับต่อเนื่องสมบูรณ์
8.ตามหลักการเรียนรู้ที่เป็นสากล การเรียนรู้เป็นการพัฒนาพฤติกรรม ซึ่งหมายถึง การแสดงออกทางวาจา ท่าทาง และการปฏิบัติได้จริงตามจุดประสงค์ของการเรียนรู้นั้น ๆ ด้วยเหตุนี้การจัดวางแผนการเรียนการสอนในสถานศึกษาแต่ละระดับจึงเป็นการตั้งจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม มีการพัฒนาพฤติกรรมของผู้เรียน เช่น พฤติกรรมการอ่าน การเขียน การทางานกลุ่ม การแก้ปัญหา เป็นต้น
9.การสอนแบบจิตปัญญา เป็นการสอนที่มุ่งพัฒนาจิตใจของผู้เรียนที่ต้องการเรียนอย่างมีความสุข ควบคู่ไปกับการพัฒนาปัญญา วิธีการสอนจะเน้นที่กิจกรรมการจัดการเรียนการสอนที่จะทาให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง การจัดการเรียนการสอนเน้นกิจกรรมสาคัญ 5 ประการ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของวิธีการสอนอย่างหนึ่งว่าการสอนแบบ ABCDP
A มาจาก (active learning) หมายถึง การปฏิบัติการคิดในการทากิจกรรมระหว่างเรียน
B มาจาก (behaving well) หมายถึง การแสดงออกระหว่างเรียน ทั้งเพื่อการแสดงผลงานและการมีส่วนร่วมกับกลุ่ม
C มาจาก (cooperative learning) หมายถึง การเรียนรู้แบบร่วมมือที่เกิดจากการเรียนในกลุ่มย่อยที่กาหนดในกิจกรรม
D มาจาก (discovery learning) หมายถึง การเรียนรู้จากการค้นพบจากการทากิจกรรมระหว่างเรียน
P มาจาก (progress) หมายถึง การก้าวหน้าในการเรียน ซึ่งสังเกตได้โดยครูและผู้เรียนเอง
10.จากความหมายและความสาคัญของนวัตกรรมการศึกษาปฐมวัย และตัวอย่างนวัตกรรมการศึกษาปฐมวัยของไทยที่มีการจัดประสบการณ์เพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัยแบบองค์รวมดังที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้น จะพบว่าแนวคิดต่าง ๆ มีรูปแบบและลักษณะของการจัดประสบการณ์ที่แตกต่างและเหมือนกัน แต่ทุกแนวคิดต่างมีจุดมุ่งหมายอย่างเดียวกันคือ เพื่อพัฒนาให้เด็กมีพัฒนาการที่ดีครบทั้ง 4 ด้าน คือ ร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ซึ่งสอดคล้องกับจุดมุ่งหมายในการจัดการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 ที่มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนเก่ง คนดี และมีความสุข
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น