EAED1101การศึกษาปฐมวย
วันจันทร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2561
แบบฝึกหัดบทที่7
แบบฝึกหัดท้ายบทที่7
1. จงอธิบายถึงแนวคิดการสอนแบบมอนเตสซอรี
2. จงอธิบายถึงการจัดหลักสูตรการเรียนการสอนแบบมอนเตสซอรี
3. จงอธิบายถึงแนวคิดในการสอนแบบธรรมชาติ
4. จงอธิบายถึงแนวการจัดกิจกรรมการสอนภาษาแบบธรรมชาติ
5. จงอธิบายถึงแนวคิดของการสอนแบบเรกจิโอ เอมีเลีย
6. จงอธิบายถึงหลักการเรียนการสอนของเรกจิโอ เอมีเลีย
7. จงอธิบายถึงหลักการเรียนการสอนแบบไฮ/สโคป
8. จงอธิบายถึงหลักการเรียนการสอนแบบโครงการ
9. จงอธิบายถึงหลักการเรียนการสอนแบบวอลดอร์ฟ
10. จงเลือกและอธิบายถึงแนวคิดการสอนที่คิดว่าดีที่สุด และเหมาะสมที่สุดสาหรับเด็กปฐมวัย พร้อมให้เหตุผลประกอบ
คำตอบ
1.การสอนแบบมอนเตสซอรี (Montessori) เป็นนวัตกรรมที่เริ่มจากการพัฒนาแนว การสอนเพื่อใช้กับเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญามาใช้กับเด็กปกติ โดยให้ความสาคัญกับการจัดเตรียมสิ่งแวดล้อมและอุปกรณ์การเรียนการสอนที่เน้นการฝึกฝนด้านประสาทสัมผัส เปิดโอกาสให้เด็กค้นพบสิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเอง
2.การสอนแบบมอนเตสซอรี่ให้ความสาคัญแก่เด็ก โดยพัฒนาหลักสูตรขึ้นมาบนพื้นฐานปรัชญาของการที่ผู้ใหญ่ต้องให้การยอมรับนับถือในสภาพความเป็นจริงของเด็ก เปิดโอกาสให้เด็กเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างอิสระจากสิ่งแวดล้อมที่จัดไว้อย่างมีจุดมุ่งหมาย ซึ่งอุปกรณ์ของมอนเตสซอรี่ช่วยพัฒนาประสบการณ์ชีวิต วิชาการและประสาทสัมผัส
3.การสอนภาษาแบบธรรมชาติ (whole language) เป็นนวัตกรรมที่มีความเชื่อว่าการสอนภาษาให้กับเด็กจะต้องเป็นภาษาที่สื่อความหมาย โดยให้เด็กเรียนรู้จากการเล่น เป็นการสอนภาษาแบบบูรณาการ ทักษะการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียนไปพร้อม ๆ กับสิ่งแวดล้อมหรือ สภาพการณ์
4. 1. การสอนภาษาโดยเน้นพื้นฐานประสบการณ์ เป็นปรัชญาการสอนเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ภาษา โดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนการสอน
2 .การสอนเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ภาษาที่ดีจะต้องเลือกเนื้อหาที่เหมาะสม และมีวัสดุอุปกรณในการอ่านอย่างเพียงพอ
3. การสอนจะเน้นเนื้อหาที่มีความหมาย ไม่แบ่งส่วนย่อยออกสอนทีละส่วน จะใช้วิธีแบบบูรณาการ
4 .การสอนจะยอมรับทุกสาเนียงภาษา (dialects) ของทุกกลุ่มชน เพื่อให้ผู้เรียนเกิดความมั่นใจว่าเป็นที่ยอมรับของสังคมนั้น ๆ
5 .การสอนอ่าน เขียน ฟัง และพูด ต้องได้รับการสอนควบคู่ไปตลอดเวลา แบบบูรณาการ ควรมีเนื้อหาสาระเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่จริง (aut hentic materials)
5.การสอนตามแนวคิดของเรกจิโอ เอมีเลีย (Reggio Emilia) เกิดขึ้นในหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่อยู่ห่างจากตัวเมืองเรกจิโอ เอมีเลียไม่มากนัก โดยมาลาตุซซี่ (Malaguzzi) ได้ทางานกับเด็กที่มีปัญหาในการเรียนและเกิดรูปแบบว่าการเรียนการสอนไม่ใช่การถ่ายโอนข้อมูลความรู้จากผู้สอนไปสู่เด็ก แต่สิ่งแวดล้อมจะเป็นตัวกระตุ้นให้เด็กอยากรู้ และค้นหาคาตอบที่ตนสนใจ
6.การเรียนการสอนตามแนวคิดของเรกจิโอ เอมีเลีย พัฒนาแนวคิดและทฤษฎีจากนักการศึกษาที่มีชื่อเสียงหลายท่าน เช่น เพียเจต์ ดิวอี้ โดยนาข้อค้นพบมาปรับใช้ให้สอดคล้องกับสภาพทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองของชุมชนเรกจิโอ เอมีเลีย การศึกษาตามแนวคิดนี้มีความเชื่อว่าการเรียนรู้ต้องเกิดจากที่ผู้เรียนสนใจที่จะเรียนรู้และลงมือปฏิบัติ วิธีการมองเด็ก โรงเรียน ครูและเด็ก
7.การสอนแบบไฮ/สโคป (High / Scope) เป็นการจัดการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ ให้โอกาสเด็กในการเลือกทาสิ่งต่าง ๆ ตามความสนใจของตนเอง หลักสูตรการเรียนการสอนแบบไฮ/สโคปริเริ่มและพัฒนาโดยนักการศึกษาชื่อ ไวคาร์ดได้จัดโครงการเพื่อช่วยเหลือเด็กที่ด้อยโอกาส
1. จุดมุ่งหมาย
การสอนตามแนวคิดของไฮ/สโคป มีจุดมุ่งหมายในการสอน ดังนี้
1.1 ช่วยให้เด็กได้ทาสิ่งต่าง ๆ ตามความสนใจ ความคิด และตามศักยภาพของตนเอง
1.2 ช่วยให้เด็กได้รับการฝึกฝนในด้านสติปัญญา และความสามารถของร่างกาย
1.3 ช่วยให้เด็กได้ประสบความสาเร็จในการทางานร่วมกับผู้อื่นและประสบความสาเร็จในชีวิต
8.
3. หลักการสอน
การสอนแบบโครงการ เป็นการสอนที่เน้นเด็กเป็นศูนย์กลาง โดยให้เด็กเรียนรู้อย่างลึกซึ้งในเรื่องที่เด็กสนใจ โดยเด็กจะศึกษาด้วยตนเองจากสภาพแวดล้อมและสถานการณ์จริงที่อยู่รอบตัวเขา ซึ่งกุลยา ตันติผลาชีวะ
1 .หัวข้อการเรียนเกิดมาจากความสนใจและประสบการณ์ของเด็ก ซึ่งครูพิจารณาเห็นว่ามีคุณค่าต่อการเรียนรู้
2 .ประสบการณ์การเรียนรู้ เด็กต้องได้ประสบการณ์ตรงลงมือปฏิบัติอย่างเต็มที่ มีปฏิสัมพันธ์กับบุคคล สังคม และสิ่งแวดล้อม
3 .ประสบการณ์การเรียนรู้ที่จัดให้เด็กต้องต่อเนื่อง และมีเวลาเพียงพอ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมในชั้นเรียนหรือการศึกษานอกสถานที่
4 .เนื้อหาของโครงการเกิดจากความเข้าใจของเด็ก เด็กได้คิด ได้เรียนรู้ตามกระบวนการอย่างมีขั้นตอน สามารถพัฒนาเนื้อหาการเรียนรู้จากความสนใจและข้อค้นพบของเด็ก
5. ต้องเป็นผู้ช่วยเหลือ ผู้ร่วมงาน และผู้กระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ด้วยการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และการมีส่วนร่วมในกิจกรรม
9.การสอนแบบวอลดอร์ฟ พัฒนามาจากแนวความคิดของนักปรัชญาชาวออสเตรเลียชื่อสไตเนอร์ (Steiner) ที่มีความเห็นว่าการพัฒนาเด็กควรจะพัฒนามาจากภายใน โดยให้เด็กเห็นตัวอย่าง เด็กจะซึมซับและรับภาพสิ่งที่เห็นนั้นไปสู่การเรียนรู้ภายในตนเอง ความสงบ ความอ่อนโยที่เด็กได้รับจากสิ่งแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติจะช่วยให้เด็กเรียนรู้ได้ดีที่สุด
10.การสอนแบบไฮ/สโคป (High / Scope) เป็นการจัดการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ ให้โอกาสเด็กในการเลือกทาสิ่งต่าง ๆ ตามความสนใจของตนเอง หลักสูตรการเรียนการสอนแบบไฮ/สโคปริเริ่มและพัฒนาโดยนักการศึกษาชื่อ ไวคาร์ดได้จัดโครงการเพื่อช่วยเหลือเด็กที่ด้อยโอกาส เพราะเด็กได้มีการลงมือกระทำเอง 1.ลงมือกระทำ 2.วางแผน 3.ทบทวน
แบบฝึกหัดบทที่6
แบบฝึกหัดท้ายบทที่6
1. จงอธิบายถึงความหมายของนวัตกรรมทางการศึกษาปฐมวัย
2. จงอธิบายถึงความสาคัญของนวัตกรรมทางการศึกษาปฐมวัยที่มีต่อเด็กปฐมวัย
3. จงอธิบายถึงทฤษฎีที่มีอิทธิพลต่อรูปแบบการพัฒนาเด็กปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทย
4. จงวิเคราะห์ถึงกระบวนการพัฒนาของหลักการและรูปแบบการพัฒนาเด็กปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทย
5. จงอธิบายถึงการนารูปแบบการพัฒนาเด็กปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทยไปใช้ในการจัดการศึกษาปฐมวัย
6. จงอธิบายถึงหลักการของการศึกษาแนววิถีพุทธในการพัฒนาคนให้เป็นผู้ที่มีความรู้
7. จงอธิบายถึงหลักของการเรียนรู้ตามแนววิถีพุทธ
8. จงอธิบายถึงปัจจัยของการเรียนรู้ตามแนววิถีพุทธ
9. จงอธิบายถึงแนวคิดการสอนแบบจิตปัญญา
10. จงเปรียบเทียบแนวคิดของรูปแบบการพัฒนาเด็กปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทยกับแนวคิดการสอนแบบจิตปัญญามีความแตกต่างกันหรือความเหมือนกันอย่างไร
คำตอบ
1.คือ เพื่อพัฒนาศักยภาพให้กับเด็ก ทั้งในด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ซึ่งนักการศึกษาปฐมวัยต่างก็ได้พยายามศึกษาค้นคว้าและวิจัยค้นหาแนวคิดและวิธีการใหม่ ๆ มาใช้เพื่อพัฒนาเด็ก ซึ่งเราเรียกว่า นวัตกรรมทางการศึกษาปฐมวัย ซึ่งครูปฐมวัยควรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความหมาย และความสาคัญของนวัตกรรมทางการศึกษาปฐมวัย
2.เด็กปฐมวัยเป็นวัยที่เรียนรู้ด้วยการกระทาจากประสบการณ์ตรงที่ประกอบด้วยสิ่งที่เป็นรูปธรรมต่าง ๆ แล้วนาไปสู่นามธรรมในที่สุด ดังนั้นการจัดการศึกษาปฐมวัยจึงให้ความสาคัญในเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคล โดยมุ่งจัดประสบการณ์ตามความถนัด ความสนใจ และความสามารถของแต่ละคนเป็นเกณฑ์ เพื่อพัฒนาให้เด็กมีความพร้อมในการเรียน นักการศึกษาปฐมวัยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันจึงพยายามที่จะวิเคราะห์ปัญหาในการจัดการศึกษาปฐมวัย คิดวิธีการ แนวทางใหม่เพื่อแก้ปัญหา ทดลองวิธีการใหม่ เผยแพร่แนวทางและวิธีการใหม่
3.การจัดการศึกษาสาหรับเด็กปฐมวัย พบว่า ทฤษฎีและหลักการที่ใช้กันอยู่ในประเทศไทย ส่วนใหญ่เป็นทฤษฎีและหลักการจากต่างประเทศ ประเทศไทยเรายังไม่มีทฤษฎีหรือหลักการในการพัฒนาเด็กที่พัฒนาขึ้นจากฐานข้อมูลที่มาจากเด็กไทย และบริบททางสังคมและวัฒนธรรมไทย ดังนั้นคณะกรรมการวิจัยจึงได้พยายามศึกษาและผสมผสานความรู้ตามหลักสากลกับภูมิปัญญา วิถีชีวิตและระบบคุณค่าของสังคมไทยเข้าด้วยกันเพื่อช่วยให้ได้หลักการ
4.1. แนวคิดทางพระพุทธศาสนาที่เกี่ยวกับการพัฒนาเด็ก ประกอบด้วยแนวคิดเกี่ยวกับกระบวนการพัฒนามนุษย์ กระบวนการพัฒนาสติปัญญา กระบวนการพัฒนาคุณธรรม และกระบวนการกัลยาณมิตร
2. แนวคิดทางวัฒนธรรมไทย ประกอบด้วยแนวคิดเกี่ยวกับสานึก ความเป็นไทย ความประพฤติของเด็กไทย การอบรมเลี้ยงดูด้านค่านิยมและคุณธรรม การอบรมเลี้ยงดูด้วยความรักและถนอม แนวคิดเกี่ยวกับวัฒนธรรม ท้องถิ่น ภาษา สิ่งแวดล้อมทางจิตวิญญาณทางธรรมชาติและวงศาคณาญาติ
3. ข้อมูลเกี่ยวกับสภาพปัญหาและความต้องการของเด็กไทย
4. แนวโน้มของสังคมไทยในอนาคต
-รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทย โดยครอบครัวเป็นรูปแบบที่มุ่งพัฒนาเด็กวัย 0 – 3 ปี ผ่านทางการพัฒนา พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดู รูปแบบนี้ได้จัดทาสาระเกี่ยวกับการอบรมเลี้ยงดูเด็กที่จาเป็นและสอดคล้องกับหลักการที่เป็นพื้นฐาน และได้พัฒนาสื่อต่าง ๆ ให้พ่อแม่โดยการให้บุคคลในชุมชนที่มีความสามารถทาหน้าที่จัดการศึกษาต่อเนื่อง ให้พ่อแม่ผู้เลี้ยงดูเด็กได้มาศึกษาร่วมกัน จัดสัปดาห์ละครั้งต่อเนื่องกันเป็นระยะยาว โดยดาเนินการตามกระบวนการและสื่อที่ให้ไว้ตามคู่มือการอบรมเลี้ยงดูเด็ก การศึกษาในลักษณะนี้สามารถช่วยพัฒนานิสัยการเรียนรู้ และกระบวนการเรียนรู้ของพ่อแม่ไปพร้อมๆกัน
-รูปแบบการจัดการศึกษาปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทย เป็นรูปแบบที่มุ่งพัฒนาเด็กวัย 3 – 6 ปี ผ่านทางการพัฒนาผู้ดูแลเด็ก รูปแบบนี้ได้กาหนดกิจกรรมประจาวันของเด็ก ซึ่งจัดไว้อย่างมีหลักการและมีสัดส่วนสมดุลในเรื่องราวต่าง ๆ ที่จะช่วยให้เด็กมีพัฒนาการทุกด้านรวมทั้งเสนอแนะวิธีการจัดกิจกรรมและประสบการณ์การเรียนรู้ให้แก่เด็ก ซึ่งมีทั้งการให้เด็กลงมือปฏิบัติเป็นวิถีชีวิต ได้เรียนรู้แบบธรรมชาติจากการปฏิสัมพันธ์กับบุคคล สื่อ และสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ และได้เรียนรู้จากการสอนโดยตรง ซึ่งผู้ดูแลเด็กสามารถเรียนรู้ได้จากการฝึกปฏิบัติในการทางานจริง โดยได้รับการนิเทศจากผู้นิเทศที่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการพัฒนาเด็ก
5. 1. หลักการที่ใช้เป็นพื้นฐานในการพัฒนารูปแบบมีความเหมาะสม รูปแบบ การอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทย โดยครอบครัวเอื้ออานวยให้คนในชุมชนสามารถช่วยกันพัฒนาพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กในชุมชนให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการอบรมเลี้ยงดูเด็กได้ดี
2. รูแบบการจัดการศึกษาปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทย มีความเหมาะสมสามารถช่วยให้ผู้ดูแลเด็กจัดการศึกษาให้แก่เด็กได้ดีขึ้น แม้ว่าผู้ดูแลเด็กจะมีความรู้ที่จากัดและมีปัญหาหลายประการ เช่น จานวนเด็กมีมาก อาคารสถานที่ไม่เอื้ออานวย วัสดุอุปกรณ์การสอนมีน้อย
6.การศึกษาเป็นระบบที่พัฒนาด้านความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม แล้วก็ด้านจิตใจ เจตจานง และด้านปัญญา ความรู้สึก ความเข้าใจ ดาเนินประสานไปด้วยกัน และส่งผลต่อกันโดยเจตจานงของจิตใจ แสดงตัวออกมาสู่พฤติกรรมและการสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม ปัญญาที่เข้าใจมาพัฒนาพฤติกรรม ทาให้ได้ผลดียิ่งขึ้น และทาให้จิตใจมีขอบเขตออกไปแล้วมีสภาพดีขึ้น เช่น เมื่อเรารู้เข้าใจเหตุผล รู้ว่าคนอื่นเขาก็รักชีวิตของเขาเหมือนกัน ฉะนั้นจึงไม่ควรไปทาร้ายเขา แต่ควรจะมีเมตตากรุณา การพัฒนาเมตตากรุณาจึงต้องอาศัยปัญญา ความรู้ความเข้าใจถ้าไม่อย่างนั้นก็ได้แค่ความเคยชิน
7.พุทธธรรมเสนอหลักการพัฒนาปัญญาที่มุ่งการฝึกฝนอบรมตนให้บรรลุอิสระภาวะหลุดพ้นจากปัญหา โดยทั่วไปแล้วพุทธศาสนิกชนดูจะเข้าใจ หลักพุทธธรรมในแง่ของพระพุทธพระธรรม พระสงฆ์ ศีล ประเพณีพิธีกรรมเท่านั้น แท้จริงแล้วพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงวางหลักการพัฒนามนุษย์และหลักการเรียนรู้ได้อย่างเป็นระบบ ครบกระบวนการมีองค์ประกอบและขั้นตอนตามลาดับต่อเนื่องสมบูรณ์
8.ตามหลักการเรียนรู้ที่เป็นสากล การเรียนรู้เป็นการพัฒนาพฤติกรรม ซึ่งหมายถึง การแสดงออกทางวาจา ท่าทาง และการปฏิบัติได้จริงตามจุดประสงค์ของการเรียนรู้นั้น ๆ ด้วยเหตุนี้การจัดวางแผนการเรียนการสอนในสถานศึกษาแต่ละระดับจึงเป็นการตั้งจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม มีการพัฒนาพฤติกรรมของผู้เรียน เช่น พฤติกรรมการอ่าน การเขียน การทางานกลุ่ม การแก้ปัญหา เป็นต้น
9.การสอนแบบจิตปัญญา เป็นการสอนที่มุ่งพัฒนาจิตใจของผู้เรียนที่ต้องการเรียนอย่างมีความสุข ควบคู่ไปกับการพัฒนาปัญญา วิธีการสอนจะเน้นที่กิจกรรมการจัดการเรียนการสอนที่จะทาให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง การจัดการเรียนการสอนเน้นกิจกรรมสาคัญ 5 ประการ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของวิธีการสอนอย่างหนึ่งว่าการสอนแบบ ABCDP
A มาจาก (active learning) หมายถึง การปฏิบัติการคิดในการทากิจกรรมระหว่างเรียน
B มาจาก (behaving well) หมายถึง การแสดงออกระหว่างเรียน ทั้งเพื่อการแสดงผลงานและการมีส่วนร่วมกับกลุ่ม
C มาจาก (cooperative learning) หมายถึง การเรียนรู้แบบร่วมมือที่เกิดจากการเรียนในกลุ่มย่อยที่กาหนดในกิจกรรม
D มาจาก (discovery learning) หมายถึง การเรียนรู้จากการค้นพบจากการทากิจกรรมระหว่างเรียน
P มาจาก (progress) หมายถึง การก้าวหน้าในการเรียน ซึ่งสังเกตได้โดยครูและผู้เรียนเอง
10.จากความหมายและความสาคัญของนวัตกรรมการศึกษาปฐมวัย และตัวอย่างนวัตกรรมการศึกษาปฐมวัยของไทยที่มีการจัดประสบการณ์เพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัยแบบองค์รวมดังที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้น จะพบว่าแนวคิดต่าง ๆ มีรูปแบบและลักษณะของการจัดประสบการณ์ที่แตกต่างและเหมือนกัน แต่ทุกแนวคิดต่างมีจุดมุ่งหมายอย่างเดียวกันคือ เพื่อพัฒนาให้เด็กมีพัฒนาการที่ดีครบทั้ง 4 ด้าน คือ ร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ซึ่งสอดคล้องกับจุดมุ่งหมายในการจัดการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 ที่มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนเก่ง คนดี และมีความสุข
แบบฝึกหัดบทที่5
แบบฝึกหัดท้ายบทที่5
1. จงอธิบายถึงจุดมุ่งหมายในการจัดสถานศึกษาระดับปฐมวัย
2. จงอธิบายถึงแนวคิดในการเลือกรูปแบบการจัดการศึกษาปฐมวัย
3. จงอธิบายถึงรูปแบบของการจัดการศึกษาปฐมวัย ตามแนวคิดของเยาวพา เดชะคุปต์ ทั้ง 9 รูปแบบ
4. จงอธิบายถึงรูปแบบการจัดการศึกษาปฐมวัยในรูปแบบโรงเรียน
5. จงอธิบายถึงรูปแบบการจัดการศึกษาปฐมวัยในรูปแบบศูนย์พัฒนาเด็ก
6. จงอธิบายถึงรูปแบบการจัดการศึกษาปฐมวัยในรูปแบบอื่น
7. จงอธิบายถึงหน่วยงานที่จัดการศึกษาปฐมวัยในระบบโรงเรียนอนุบาล
8. จงอธิบายถึงหน่วยงานที่จัดการศึกษาปฐมวัยในรูปแบบศูนย์พัฒนาเด็ก
9. จงอธิบายถึงหน่วยงานที่จัดการศึกษาปฐมวัยในรูปแบบการศึกษาอื่น ๆ
10. จงอธิบายถึงการดาเนินการและลักษณะของโรงเรียนอนุบาล
คำตอบ
1. 1. เพื่อช่วยพัฒนาเด็กให้มีความงอกงามทั้ง 4 ด้าน คือ ด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา
2. เพื่อเตรียมให้เด็กมีความพร้อมที่จะเข้าเรียนในชั้นประถมต่อไป
3. เพื่อฝึกให้เด็กมีระเบียบวินัย
4. เพื่อปลูกฝังนิสัยอันดีงามแก่เด็ก
5. เพื่อให้เด็กได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีที่ถูกสุขลักษณะ
6. เพื่อฝึกให้เด็กช่วยเหลือตนเอง
7. เพื่อส่งเสริมให้เด็กได้รับการเลี้ยงดูอย่างถูกต้องและเหมาะสม
8. เพื่อเผยแพร่วิทยาการใหม่ ๆ เกี่ยวกับการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยให้กับผู้ปกครองและบุคคลในชุมชน
9. เพื่อช่วยเหลือเด็กในด้านสาธารณสุข โภชนาการ และการศึกษา
10. เพื่อฝึกให้เด็กรู้จักการรักษาความสะอาดมีสุขนิสัยที่ดี
11. เพื่อพัฒนาทัศนคติที่ดีต่อแพทย์ พยาบาล และทันตแพทย์
12. เพื่อให้เด็กได้มีโอกาสเล่นกับเครื่องเล่นต่าง ๆ หลายชนิด
13. เพื่อช่วยเหลือพ่อ แม่ ที่ไม่สามารถเลี้ยงลูกของตนเองได้ เนื่องจากเหตุผลต่าง ๆ
14. เพื่อพัฒนาบุคลิกภาพที่ดีงามให้แก่เด็กตั้งแต่วัยเด็ก เพื่อจะได้เติบโตเป็นบุคคลที่มีบุคลิกภาพที่ดี
2.ความรู้ในเรื่องของมนุษย์ เหตุนี้การจัดการศึกษาให้กับเด็กปฐมวัยในสังคมระบอบประชาธิปไตย จึงต้องขึ้นอยู่กับว่าเรา เชื่อว่าอะไรเป็นสิ่งที่สาคัญที่สุดในการที่จะทาให้เด็กเติบโตเพื่อเป็นประชาชนที่ดี มีประสิทธิภาพในสังคม และยังขึ้นอยู่กับความรู้ที่เกี่ยวกับการพัฒนาของเด็กปฐมวัยอีกด้วย
3. 1. โรงเรียนอนุบาล (kindergarten)
2. สถานบริบาลเด็ก (nursery school) ฮิมส์ (Hymes) กล่าวว่า “สถานบริบาลเด็ก” หรือ “เนิร์สเซอรี่”
3. โรงเรียนสาหรับเด็กก่อนวัยเข้าเรียน (preschools) หรือบางทีเรียกว่า “สถานบริบาล” (nursery school)
4. ศูนย์เลี้ยงเด็กกลางวัน (child care center) คือ ศูนย์ที่ให้บริการการเลี้ยงดูเด็กอายุตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 4 ปี สาหรับพ่อแม่ที่ทางานในเวลากลางวันตั้งแต่เช้าถึงเย็น
5. บ้านรับเลี้ยงเด็ก (family day care homes) คือ ศูนย์รับเลี้ยงเด็กที่จัดทาขึ้นที่บ้าน ซึ่งจะจัดขึ้นสาหรับรับเลี้ยงเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 3 – 4 ปี ในบ้านของตน
6. โครงการเฮดสตาร์ท (head start) คือ โครงการสาหรับเด็กที่อยู่ในครอบครัวที่ยากจนหรือมีรายได้ต่า
7. ศูนย์แม่และเด็ก (parent – child centers) คือ โครงการที่จัดขึ้นเพื่อให้การศึกษาแก่เด็กปฐมวัยที่มาจากครอบครัวที่ยากจน
8. โครงการโฮมสตาร์ท (home start) คือ โครงการที่จัดขึ้นสาหรับเด็กที่มาจากครอบครัวที่ยากจนเช่นกัน
9. โครงการให้การศึกษาแก่พ่อแม่ (parent education) คือ โครงการที่ให้การศึกษาแก่พ่อแม่เกี่ยวกับพัฒนาการและการอบรมเลี้ยงดู
4.การจัดการศึกษาปฐมวัยในรูปแบบโรงเรียน มีเป้าหมายหลักอยู่ที่เด็กอายุระหว่าง 3 – 6 ปี เป็นการจัดการศึกษาที่มุ่งส่งเสริมพัฒนาการเด็ก และการเตรียมความพร้อมให้เด็กก่อนเข้าเรียนในระดับชั้นประถมศึกษา ทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา การดาเนินการที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานของรัฐและเอกชน จะมีรูปแบบการจัด 2 ลักษณะ คือ
1.1 ชั้นอนุบาล เป็นการจัดการศึกษาเพื่อส่งเสริมให้เด็กมีพัฒนาการครบทุกด้านทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา รวมทั้งลักษณะนิสัยต่าง ๆ โดยใช้ระยะเวลาในการจัดการศึกษาประมาณ 2 – 3 ปี สาหรับเด็กที่มีอายุระหว่าง 3 – 6 ปี
1.2 ชั้นเตรียมประถมศึกษาหรือชั้นเด็กเล็ก เป็นการจัดการศึกษาเพื่อเตรียมความพร้อมให้เด็กก่อนเข้าเรียนในระดับชั้นประถมศึกษา โดยใช้ระยะเวลาในการจัดการศึกษา 1 ปี สาหรับเด็กที่มีอายุระหว่าง 5 – 6 ปี
5.ในรูปแบบศูนย์พัฒนาเด็ก หรือสถานรับเลี้ยงเด็กนั้นมีเป้าหมายหลักอยู่ที่เด็กปฐมวัยที่มีอายุตั้งแต่แรกเกิด – 6 ปี ที่ด้อยฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งได้แก่ เด็กยากจนในเขตพื้นที่ชนบทห่างไกลและชนกลุ่มน้อย เด็กที่อยู่ในชุมชนแออัด และเด็กด้อยความสามารถทางด้านร่างกาย สมอง และจิตใจ การจัดการศึกษาปฐมวัยในรูปแบบศูนย์พัฒนาเด็กมีชื่อเรียกต่างกัน เช่น ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ สถานรับเลี้ยงเด็กกลางวัน ฯลฯ แต่อย่างไรก็ตามศูนย์พัฒนาเด็กเล็กส่วนใหญ่มีจุดมุ่งหมายหลักในการดาเนินงานที่คล้ายคลึงกันสรุปได้ดังนี้
2.1 เพื่อส่งเสริมพัฒนาการและเตรียมความพร้อมให้กับเด็กทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา อย่างถูกต้องเหมาะสมด้วย
2.2 เพื่อปลูกฝังสุขนิสัยที่ดีและปรับตัวเข้ากับสังคมนอกบ้าน รวมถึงให้สามารถช่วยเหลือตนเองได้
2.3 เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจ พ่อแม่ผู้ปกครองเกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็ก การอบรมเลี้ยงดูเด็กอย่างถูกวิธี การประกอบอาหารที่ถูกหลักโภชนาการ เพื่อป้องกันเด็กจาก โรคขาดสารอาหาร รวมทั้งการให้ภูมิคุ้มกันโรค และการป้องกันโรคภัยไข้เจ็บที่ถูกต้อง
6.การอบรมเลี้ยงดูจากโรงเรียนหรือศูนย์พัฒนาเด็ก จึงมีการจัดกิจกรรมที่จัดเพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัยในรูปแบบอื่น ๆ เช่น การพัฒนาเด็กโดยหน่วยงานพัฒนาเด็กเคลื่อนที่ ซึ่งจัดกิจกรรมการให้ความรู้ความเข้าใจแก่พ่อแม่ ผู้ปกครองด้วยวิธีการสาธิต ฝึกอบรมการเลี้ยงดูเด็กตามหลักวิชาการแผนใหม่ ส่งเสริมให้เด็กมีพัฒนาการครบทุกด้าน
7.โรงเรียนอนุบาลของรัฐ ที่อยู่ในความรับผิดชอบของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้แก่ โรงเรียนอนุบาลประจาจังหวัดและโรงเรียนประถมศึกษาที่อยู่ในหมู่บ้าน จะรับอายุระหว่าง 4 – 5 ปี เข้าเรียนในชั้นอนุบาล มีหลักสูตร 2 ปี คือ ชั้นอนุบาลศึกษาปีที่ 1 และชั้นอนุบาลศึกษาปีที่ 2 หรือรับเด็กชายหญิงอายุ 5 – 6 ปี เข้าเรียนในชั้นเด็กเล็กหลักสูตร 1 ปี
8. 1. ศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ในวัด ศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ในวัดนั้นเป็นโครงการของกรมการศาสนา สังกัดกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อสอนให้กับเด็กก่อนเกณฑ์ที่จะเข้ารับการศึกษาภาคบังคับตามกฎหมายทั้งชาย – หญิงที่มีอายุตั้งแต่ 3 ปี ถึงอายุย่างเข้าปีที่ 6
2.ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กของกรมพัฒนาชุมชน สังกัดกระทรวงมหาดไทยมีกองพัฒนาสตรีเด็กและเยาวชนเป็นผู้รับผิดชอบดาเนินงาน โดยสนับสนุนให้ชุมชนจัดตั้งศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในตาบล หมู่บ้าน เพื่อรับเลี้ยงเด็กระหว่าง 3 – 6 ปี
3. สถานสงเคราะห์เด็กก่อนวัยเรียน หรือศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนจัดโดยกองบัญชาการตารวจตระเวนชายแดน จัดบริการการศึกษาแก่เด็กอายุ 2 – 6 ปี ที่ไม่สามารถรับบริการการศึกษาจากหน่วยงานที่รับผิดชอบการจัดการศึกษาโดยตรง
4.สถานสงเคราะห์เด็กอ่อนของกรมประชาสงเคราะห์ ให้การอนุบาลเลี้ยงดูเด็กและให้การศึกษาแก่เด็กชาย – หญิง อายุตั้งแต่แรกเกิด – 6 ปี ที่มีปัญหาการเลี้ยงดูจากพ่อแม่หรือเป็นเด็กพิการ
9. 1. หน่วยงานของรัฐ มีการให้บริการความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการอบรมเลี้ยงดูเด็กแก่พ่อแม่ผู้ปกครอง โดยมุ่งให้องค์กรท้องถิ่น อาสาสมัคร พ่อแม่ ผู้ปกครอง หรือบุคคลในครอบครัว เป็นผู้รับผิดชอบในการจัดกิจกรรม
2. ภาคเอกชนหรือองค์กรเอกชน ได้เริ่มเข้ามามีบทบาทในการพัฒนาเด็ก และได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีให้จัดตั้งสภาองค์การพัฒนาเด็ก และเยาวชนขึ้นประกอบด้วยองค์กร 50 องค์กร
3. องค์การระหว่างประเทศ ให้ความสนับสนุนด้านเงินทุน วิชาการ และเทคโนโลยีต่าง ๆ แก่หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนในประเทศไทย เพื่อดาเนินการพัฒนาเด็กปฐมวัยด้วยเช่นเดียวกัน
10.โรงเรียนอนุบาลอาจแบ่งขนาดตามจานวนเด็กได้ดังนี้ คือ
1. โรงเรียนอนุบาลขนาดเล็ก เด็กประมาณ 80 คน
2 .โรงเรียนอนุบาลขนาดกลาง เด็กประมาณ 150 คน
3 .โรงเรียนอนุบาลขนาดใหญ่ เด็กประมาณ 150 คน ขึ้นไป
4. สถานที่ตั้งควรอยู่ใกล้ชุมชน ไปมาสะดวก อากาศดี
5. อาคารโรงเรียนอนุบาล ควรสร้างเป็นอาคารชั้นเดียว
แบบฝึกหัดบทที่4
แบบฝึกหัดท้ายบทบทที่4
1.จงอธิบายถึงการจัดการศึกษาปฐมวัยในช่วงไม่มีระบบโรงเรียน
2 .จงอธิบายถึงปัจจันที่ทำให้เกิดการปฏิรูปการศึกษาในสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
3 .จบอธิบายวิชาหรือเนื้อหาสาระ 10อย่างของโรงเรียนเลี้ยงเด็ก พ.ซ2433 4จบจัดการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษาในโครงการศึกษาพ.ศ 2441 แบ่งออกเป็นกี่ระดับจงอธิบาย
5 .ในยุคเริ่มต้นของการจัดอนุบาลเอกขน พ.ศ2454-2470 มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร จงอธิบาย
6 .การจัดตั้งโรงเรียนอนุบาลละอออุทิศมีความเป็นมาอย่างไร จงอธิบาย
7 .แผนการศึกษาชาติฉบับ พ.ศ2503 แบ่งการศึกษาออกกี่ระดับ จงอธิบาย
8 .ในปี พ.ศ 2523 กระทวงศึกษาธิการ ได้มีการจัดตั้งหน่วยงานใดให้รับผิดชอบการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษา จงอธิบาย
9 .หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พ.ศ2546 มีความเป็นมาอย่างไร จงอธิบาย
10. จงสิเคราะห์ถึงการศึกษาปฐมวัยของไทยตามความรู้ความเข้าใจของนักศึกษา
คำตอบ
1.การศึกษาในยุคโบราณหรือที่นักการศึกษาบางคน เรียกว่า ยุคก่อนมีระบบโรงเรียนการจัดการศึกษากล่าวคือ ไม่มีการดาเนินการอย่างเป็นแบบแผน ซึ่งเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า การศึกษาแบบไม่เป็นทางการ (Informal Education) คือ ไม่มีการกาหนดหลักเกณฑ์ที่แน่นอน ไม่มีโรงเรียนสาหรับเรียนโดยเฉพาะ ไม่มีหลักสูตร ไม่มีการบังคับ เป็นการสอนแบบให้เปล่า ไม่มีค่าจ้างหรือค่าเล่าเรียน การเรียนจึงขึ้นอยู่กับความสมัครใจของผู้เรียน
2.เป็นการศึกษาปฐมวัยในยุคเริ่มต้นการจัดอย่างมีระเบียบแบบแผน รูปแบบการจัดการศึกษาปฐมวัยที่ปรากฏขึ้นเป็นประการแรก คือ มีการจัดตั้ง “โรงเลี้ยงเด็ก”โดยพระดาริของพระอัครชายาเธอพระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมขุนสุทธาสินีนาฎในรัชกาลที่ 5 ซึ่งได้สูญเสียพระราชธิดาไปตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์
3. 1. ให้อ่านหนังสือออก เขียนได้
2. ให้คิดเลขเป็น
3. ให้รู้จักรักษาอิริยาบถ
4. ให้หุงข้าวต้มแกงเป็น
5. ให้เย็บผ้าเป็น
6. ให้ขึ้นต้นไม้เป็น
7. ให้ว่ายน้าเป็น
8. ให้ปลูกทับกระท่อมที่อยู่เป็น
9. ให้รู้จักปลูกต้นไม้
10. ให้รู้จักเลี้ยงสัตว์
4.ปรากฏชัดแจ้งในโครงการศึกษา พ.ศ.2441
ในหมวดที่ 1 ได้จัดลำดับชั้นการศึกษาออกเป็น 4 ลำดับ คือ
1. การเล่าเรียนเบื้องแรก (มูลศึกษา)
2. การเล่าเรียนเบื้องต้น (ประถมศึกษา)
3. การเล่าเรียนเบื้องกลาง (มัธยมศึกษา)
4. การเล่าเรียนเบื้องสูง (อุดมศึกษา)
5.ครั้งยังเป็น นายอ่อน สาริกบุตร เป็นกรรมการออกไปดูการศึกษาของประเทศญี่ปุ่น หลังจากนั้นจึงได้มีการแก้ไขปรับปรุงโครงการศึกษา พ.ศ.2441 ใหม่ โดยนาแบบแผนที่ได้มาจากญี่ปุ่นนามากลั่นกรองประกอบเป็นรูปของโครงการศึกษาไทย พ.ศ.2445 โดยแบ่งการศึกษาออกเป็น 2 ลาดับ คือ
1. สามัญศึกษา เป็นประโยค 2 ชั้นกลาง
2. อุดมศึกษา เป็นประโยค 3 ชั้นสูง
6.กระทรวงศึกษาธิการได้มีดาริให้กรมฝึกหัดครูเตรียมการเปิดสอนอนุบาลของรัฐนาแนวคิดที่ได้กลับมาดาเนินการและจัดตั้งโรงเรียนอนุบาลของรัฐขึ้น ความเคลื่อนไหวทางการศึกษาปฐมวัยครั้งสาคัญได้มีการเปิดโรงเรียนอนุบาลแห่งแรกของรัฐขึ้นในจังหวัดพระนคร ชื่อว่า โรงเรียนอนุบาลละอออุทิศ โดยได้รับเงินบริจาคจากกองมรดกของนางสาวละออ หลิมเซ่งไถ่ สร้างอาคารเรียน และเปิดทาการสอนเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2483 ซึ่งก่อนหน้านี้กระทรวงธรรมการและคณะทางานได้เตรียมการเป็นอย่างดี ด้วยการจัดส่งนักการศึกษาและนักวิชาการไปดูงานด้านการอนุบาลศึกษาที่ประเทศญี่ปุ่น ประกอบกับมีบุคลากรเดิมที่มีความรู้ทางด้านอนุบาลโดยตรง
7.ฉบับนี้ได้แบ่งการศึกษาออกเป็น 4 ระดับ คือ
1. อนุบาลศึกษา
2. ประถมศึกษา
3. มัธยมศึกษา
4. อุดมศึกษา
8.การจัดการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษาในระยะแรกแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และมติคณะรัฐมนตรี โดยจัดทาเป็นโครงการ ได้แก่ โครงการส่งเสริมการศึกษาในท้องถิ่นที่ใช้ภาษาอื่นมากกว่าภาษาไทย โครงการเปิดขยายชั้น เด็กเล็กในพื้นที่ที่มีปัญหาทางเศรษฐกิจ โครงการจัดชั้นเด็กเล็กในโรงเรียนประถมศึกษา โครงการวิจัยพัฒนาการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษา
9.พุทธศักราช 2542 ภายใต้ชื่อ “หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546” โดยได้ผ่านการพิจารณาปรับปรุงอย่างต่อเนื่องให้มีความสมบูรณ์เพียงพอที่จะนาไปใช้เป็นแนวทางจัดการศึกษาปฐมวัยให้มีประสิทธิภาพและเป็นมาตรฐานเดียวกันโดยมีสาระตอนหนึ่งระบุว่า “กระทรวงศึกษาธิการหวังว่าหลักสูตรฉบับนี้จะเป็นแนวทางในการอบรมเลี้ยงดู และจัดการศึกษาระดับปฐมวัยให้แก่ผู้เกี่ยวข้องได้เป็นอย่างดี
10.การศึกษาปฐมวัยในอดีตมีมาตั้งแต่ครั้งสมัยกรุงสุโขทัย และได้มีการพัฒนามาจนกระทั่งในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้มีการจัดตั้งสถานรับเลี้ยงเด็กแห่งแรกของประเทศไทย โดยดาริของพระอัครชายาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมขุนสินีนาฎ ในรัชกาลที่ 5 นับตั้งแต่บัดนั้นก็ได้มีการจัดการศึกษาปฐมวัย โดยมีรูปแบบที่เป็นทางการตามโครงการศึกษา ปี พ.ศ.2441 ซึ่งเป็นโครงการศึกษาฉบับแรกที่มีการจัดการศึกษา “มูลศึกษา” ใน 3 รูปแบบ คือ โรงเรียนบุรพบท โรงเรียน กข นโม และโรงเรียนกินเดอกาเตน
แบบฝึกหัดบทที่3
แบบฝึกหัดท้ายบทที่3
1.จงอธิบายถึงการจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศอังกฤษ
2 .จงอธิบายถึงการจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศอเมริกา
3.จงอธิบายถึงการจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศแคนนาดา
4.จงอธิบายถึงการจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศ เม็กซิโก
5.จงอธิบายถึงการจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศ อิสราเอล
6.จงอธิบายถึงการจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศญี่ปุ่น
7.จงเปรียบเทียบการจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศอังกฤษกับประเทศสรัฐอเมริกา
8 .จงเปรียบเทียบการจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศเม็กซิโกกับประเทศอิสราเอล
9.จงเปรียบเทียบการจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศแคนนาดากับประเทศญี่ปุ่น
10. ท่าคิดว่าการจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศใดที่สามารถจัดได้อย่างดีแบะเหมาะสม
คำตอบ
1. โรงเรียนบริบาลในประเทศอังกฤษเน้นหนักไปในทางกิจกรรมการเล่นสาหรับเด็ก สาหรับตัวครูมักจะปล่อยให้สอนไปตามสัญชาติญาณของตนเองโดยจะต้องเป็นผู้นาของเด็กในการเล่นในร่มและกลางแจ้ง โดยใช้อุปกรณ์ที่แตกต่างหลากหลาย เน้นให้ครูและพยาบาลผู้ดูแลได้ตระหนักและเข้าใจวิธีการใช้ภาษาของเด็ก เพื่อช่วยให้เด็กได้พัฒนาทักษะการคิดอย่างกว้างขวาง กิจกรรมที่จัดต้องคานึงถึงความต้องการทางสังคม ทางอารมณ์ และนาไปสู่การพัฒนาสติปัญญาด้วย
2.คือ โครงการปฐมวัยแห่งบรูคลิน โครงการนี้เริ่มในปี ค.ศ.1973 มีเด็กมากกว่า 250 คน และเป็นส่วนหนึ่งของโรงเรียนที่จัดขึ้นตามระบบการศึกษาของบรูคลิน เมสซาซูเซทส์โดยการจัดให้ผู้ปกครองเข้ามาช่วยในฐานะครูสอนเด็กระดับปฐมวัย เนื่องจากโครงการนี้ มีความเชื่อว่าครูที่ดีที่สุดในชีวิตของเด็กคือพ่อแม่ของตนเอง โครงการบรูคลินมีการทดสอบสุขภาพร่างกาย
3. 1. พัฒนาการทางร่างกายและสุขภาพอนามัย
2 .พัฒนาการทางสังคม
3 .พัฒนาการทางอารมณ์ และเจตคติ
4 .พัฒนาการทางด้านความคิดเกี่ยวกับตนเอง
5 .พัฒนาการทางสติปัญญา
6 .พัฒนาการทางความคิดสร้างสรรค์
7 .การมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง
8. การพัฒนาบุคลากรและการบริการชุมชน
โปรแกรมการบริการการศึกษาปฐมวัยพยายามดึงเอาผู้ปกครองและชุมชนส่วนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการดาเนินการด้วย
4.สรุปได้ว่าหลักสูตรปฐมวัยของเม็กซิโกเน้นความสาคัญที่ครูจะต้องรู้จักเด็กทุกคน และคานึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล เช่นเดียวกับความสาคัญของการอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่ม และจัดกิจกรรมให้มีการพัฒนาสติปัญญา เจตคติ และทักษะสัมพันธ์ให้มีความสมดุลกันในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการแสดงออกอย่างมีอิสระ มีเวลาสารวจสิ่งต่าง ๆ ที่สนใจถามคาถาม ทดลอง และสร้างสรรค์ ในช่วงเวลา 3 ปี ก่อนที่เด็กจะไปเข้าโรงเรียนประถมศึกษา
5.การศึกษาและการอบรมเลี้ยงดูเด็กเล็กของอิสราเอล นับเป็นสิ่งที่หยั่งรากลึกและถือเป็นสิ่งสาคัญของอิสราเอล เมื่อมองไปข้างหน้าจุดรวมการศึกษาปฐมวัยของอิสราเอลจะเป็นมาตรฐานเดียวกันและมีคุณภาพเท่าเทียมกัน
6.การจัดการศึกษาในประเทศญี่ปุ่นยังไม่ประสบผลสาเร็จตามที่คาดหวัง ชาวญี่ปุ่นยังไม่พอใจกับการเรียนการสอนในโรงเรียนนัก ความสนใจ เอาใจใส่ของประชาชนที่มีต่อการจัดการศึกษาทาให้โรงเรียนถูกวิพากษ์วิจารณ์อยู่ตลอดเวลา แต่เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในเอเชียหรือแม้แต่ประเทศในแถบตะวันตกอีกหลายประเทศ
7. การศึกษาปฐมวัยในอังกฤษอยู่ในความรับผิดชอบของโรงเรียนบริบาลหรือชั้นบริบาล ซึ่งรับดูแลตั้งแต่แรกเกิดถึง5ปี โรงเรียนสำหรับเด็กปฐมวัยแรกรับเด็กตั้งแต่อายุ 5-7 ปี
การจัดศูนย์เด็กเเต่เดิมมีการแก้ปัญหาในการบริการสังคม การศึกษาปฐมวัยมี 3 รูปแบบใหญ่ๆคือ แบบเลี้ยงดูในบ้าน แบบครอบครัว และศูนย์ดูแลเด็ก ทุกรูปแบบจะช่วยเหลือเด็กทั้งในด้าน สังคม อารมณ์ สติปัญญา และพัฒนากล้ามเนื้อ
8. เน้นความสำคัญที่ครูจะต้องรู้จักเด็กทุกคน และคำนึกถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลเช่นเดียวกับความสำคัญของการอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่ม และจัดกิจกรรมให้มีการพัฒนาสติปัญญา เจตคติ และทักษะสัมพันธ์ให้มีความสมดุลกันในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการแสดงออก
การศึกษาและการอบรมเลี้ยงดูเด็กเล็ก นับเป็นสิ่งที่หยั่งรากลึกและถือเป็นสิ่งสำคัญของอิสราเอล เมื่อมองไปข้างหน้าจุดรวมการศึกษาปฐมวัยของอิสราเอลจะเป็นมาตรฐานเดียวกันและมีคุณภาพเท่าเทียมกัน
9. การส่งเสริมให้เด็กได้มีพัฒนาการและเจตคติที่ดีต่อตนเอง มีความภาคมิภูมิใจและตระหนักในคุณค่าของตนเอง โดยการจัดโปรมแกรมที่ตอบสนองความต้องการของเด็กทางด้านการศึกษา สุขภาพ อนามัย ครอบครัว และสังคมอย่างเหมาะสม
ชาวญี่ปุ่นยังไม่พอใจกับการเรียนการสอนในโรงเรียนนัก ความสนใจ เอาใจใส่ของประชาชนที่มีต่อการจัดการตลอดเวลา แต่เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในเอเชียแล้วโรงเรียนในประเทศญี่ปุ่นก็นับว่าทันสมัยและเจรฺญก้าวหน้าอย่างมาก สิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จด้านการศึกษาก็คือ การที่นักเรียนส่วนใหญ่เป็นผู้กระตือรือร้น และฝักใฝ่หาความรู้อยู่เสมอ และความภาคภูมิใจที่มีต่อความสำเร็จ และความสนใจลึกซึ้งในศิลปะ วัฒนธรรมของชาติตน
10.ข้าพจ้าวคิดว่าประเทศญี่ปุ่น เพราะมีการวิภาษ วิจารณ์ การเรียนการสอนอยู่ตลอดเวลา
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)