วันจันทร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2561

แบบฝึกหัดบทที่8

แบบฝึกหัดท้ายบทที่8

1. จงอธิบายถึงรูปแบบการจัดการศึกษาปฐมวัยในปัจจุบัน

2. จงวิเคราะห์และสรุปถึงสภาพปัญหาของการจัดการศึกษาปฐมวัย

3. จงอธิบายถึงแนวโน้มของการจัดการศึกษาปฐมวัยในเรื่องการให้บริการแก่เด็กอายุ 3 – 5 ปี

4. จงอธิบายถึงแนวโน้มในการให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาปฐมวัย

5. จงอธิบายถึงความต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงในการจัดการศึกษาด้านปฐมวัย

6. จงอธิบายถึงแนวโน้มของนโยบายของรัฐในการจัดการศึกษาปฐมวัยของไทย

7. จงอธิบายถึงโครงการให้ความรู้แก่พ่อแม่ ผู้ปกครองในการจัดการศึกษาปฐมวัย

8. จงอธิบายถึงโครงการความร่วมมือขององค์กรต่าง ๆ ในชุมชนในการจัดการศึกษาปฐมวัย

9. จงอธิบายถึงโครงการเครือข่ายพ่อแม่ ผู้ปกครองในการพัฒนาการจัดการศึกษาปฐมวัย

10. แนวโน้มของการศึกษาปฐมวัยของไทย ตามความคิดเห็นของนักศึกษา เป็นอย่างไร จงอธิบาย

คำตอบ

1. 1. การศึกษาในระบบ เป็นการศึกษาที่กาหนดจุดมุ่งหมาย วิธีการศึกษา หลักสูตร ระยะเวลาของการศึกษา การวัดและประเมินผล ซึ่งเป็นเงื่อนไขของการสาเร็จการศึกษาที่แน่นอน

2. การศึกษานอกระบบ เป็นการศึกษาที่มีความยืดหยุ่นในการกาหนดจุดมุ่งหมาย รูปแบบ วิธีการจัดการศึกษา ระยะเวลาของการศึกษา การวัดและประเมินผล ซึ่งเป็นเงื่อนไขสาคัญของการสาเร็จการศึกษา โดยเนื้อหาและหลักสูตรจะต้องมีความเหมาะสมสอดคล้องกับสภาพปัญหา และความต้องการของบุคคลแต่ละกลุ่ม

3. การศึกษาตามอัธยาศัย เป็นการศึกษาที่ให้ผู้เรียนได้เรียนด้วยตนเองตาม ความสนใจ ศักยภาพ ความพร้อมและโอกาส โดยศึกษาจากบุคคล ประสบการณ์ สังคม สภาพแวดล้อม สื่อ หรือแหล่งความรู้อื่น ๆ


2.การปฏิรูปการศึกษาจะประสบความสาเร็จได้นั้น เราจาเป็นต้องเตรียมความพร้อมด้านการศึกษาของเด็กตั้งแต่ระดับปฐมวัย ทั้งนี้เนื่องจากเป็นช่วงวัยที่นอกจากเด็กจะพัฒนาทางกายภาพตามปกติแล้ว การพัฒนาทางสมองของเด็กก็เป็นไปอย่างรวดเร็ว ถ้าเด็กได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ก็จะช่วยให้เด็กได้พัฒนาอย่างเต็มตามศักยภาพ อย่างไรก็ตาม การจัดการศึกษาระดับปฐมวัยของประเทศไทยในปัจจุบัน


3.คุณภาพของการจัดการศึกษาแก่เด็กในวัย 3 – 5 ขวบ จากการประเมินผลแผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ ฉบับที่ 7 (พ.ศ. 2535 – 2539) พบว่า เด็กมีการพัฒนาด้านกล้ามเนื้อ และด้านอื่น ๆ เพิ่มขึ้น แต่การพัฒนาด้านสติปัญญา หรือการวัดความพร้อมของพัฒนาการด้านสติปัญญายังอยู่ในเกณฑ์ต่า ทั้งนี้เพราะขาดครูและพี่เลี้ยงที่มีความรู้ด้านเด็กปฐมวัย


4.การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานให้กับบุตรหลานของตนโดยได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐ ดังต่อไปนี้

โครงการให้ความรู้และคาแนะนาแก่พ่อแม่ ผู้ปกครอง

โดยหลักการสาคัญ คือ การให้พ่อแม่ ผู้ปกครองได้รับความรู้ คำแนะนำ


5.การจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศไทยมีประวัติย้อนหลังอันยาวนานตั้งแต่ก่อนมีการศึกษาในระบบโรงเรียน ถึงแม้ว่าการจัดการศึกษาปฐมวัยจะพัฒนาก้าวหน้าไปมากในปัจจุบัน แต่เราจะเห็นได้ว่ามีเด็กเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่มีโอกาสได้รับการเตรียมความพร้อมในโรงเรียนอนุบาล ด้วยเหตุนี้สิ่งที่ท้าทายประการหนึ่งในการจัดการศึกษาปฐมวัยในอนาคต คือ ความพยายามในการกระจายโอกาสทางการศึกษาแก่เด็กวัย 3 – 5 ปี


6. 1. นโยบายของรัฐโดยทั่ว ๆ ไป

1.1 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจะต้องระบุแผนพัฒนาประชากรตั้งแต่แรกเกิด – 6 ปี ให้ชัดเจน

1.2 จะไม่ขยายการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษาภาคบังคับ เพราะต้องใช้งบประมาณสูงมาก และเนื่องจากประชาชนเห็นความสาคัญของการศึกษาในระดับนี้ จึงส่งบุตรหลานเข้ารับบริการเองด้วยความสมัครใจ


7.โดยหลักการสาคัญ คือ การให้พ่อแม่ ผู้ปกครองได้รับความรู้ คาแนะนา และความช่วยเหลือผ่านทางสื่อสารมวลชน ทั้งจากการเข้ารับการอบรม จากหนังสือคู่มือ เอกสาร คาแนะนาเกี่ยวกับการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย จากหนังสือวารสาร นิตยสารเกี่ยวกับการอบรมเลี้ยงดูเด็ก จากรายการวิทยุ จากรายการโทรทัศน์ จากหนังสือพิมพ์รายวัน และจากเครือข่ายเวิลด์ ไวด์ เว็บ การจัดการศึกษาปฐมวัยสามารถให้ความรู้แก่พ่อแม่


8. 1. พัฒนากรประจาจังหวัด มีบทบาทในการให้ความรู้ ให้การศึกษา

2. สถานีอนามัยและโรงพยาบาล มีบทบาทในการให้ความรู้ ให้การศึกษา และแนะนาแก่คู่สมรส ผู้ที่กาลังจะเป็นแม่

3. สาธารณสุขจังหวัด มีบทบาทในการให้ความรู้ ให้การศึกษา คาแนะนา และการฝึกอบรมแก่คู่สมรส

4. เขตการศึกษา ในฐานะที่เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานให้แก่เด็กปฐมวัยและเยาวชนไทยทั่วประเทศ

5. สถาบันอุดมศึกษา มีบทบาทในการให้ความรู้ ให้การศึกษาแก่พ่อแม่ ผู้ปกครอง


9.โดยหลักการสาคัญ คือ การให้พ่อแม่ ผู้ปกครองได้รับความรู้ คาแนะนา และความช่วยเหลือโดยการรวมกลุ่มกันจัดตั้งเป็นชมรม และเครือข่ายพ่อแม่ ผู้ปกครองเพื่อร่วมมือกันในการพัฒนาเด็กปฐมวัย มีรูปแบบตั้งแต่การรวมกลุ่มกันในโรงเรียนในบทบาทการเป็นคณะกรรมการโรงเรียน การรวมกลุ่มกันเป็น “ชมรมพ่อแม่ ผู้ปกครอง” เพื่อทาหน้าที่เป็นตัวแทนเป็นเสียงของพ่อแม่ ผู้ปกครองในการติดต่อและเสนอแนะประเด็นต่าง ๆ


10.การจัดการศึกษาปฐมวัยในอนาคต คือ ความพยายามในการกระจายโอกาสทางการศึกษาแก่เด็กวัย 3 – 5 ปี กล่าวคือ เด็กไทยทุกคนควรจะมีโอกาสได้รับการเตรียมความพร้อมในสถานศึกษาปฐมวัยที่มีคุณภาพทั้งนี้โดยไม่คานึงถึงสถานภาพทางเศรษฐกิจและสังคมของเด็ก นอกจากนั้น คุณภาพของการจัดการศึกษาปฐมวัยจานวนมากมักเร่งให้เด็กอ่าน เขียน และคิดเลข โดยผ่านการทาแบบฝึกหัดมากกว่าการมุ่งพัฒนาเด็กอย่างเป็นองค์รวม

แบบฝึกหัดบทที่7

แบบฝึกหัดท้ายบทที่7
1. จงอธิบายถึงแนวคิดการสอนแบบมอนเตสซอรี
2. จงอธิบายถึงการจัดหลักสูตรการเรียนการสอนแบบมอนเตสซอรี
3. จงอธิบายถึงแนวคิดในการสอนแบบธรรมชาติ
4. จงอธิบายถึงแนวการจัดกิจกรรมการสอนภาษาแบบธรรมชาติ
5. จงอธิบายถึงแนวคิดของการสอนแบบเรกจิโอ เอมีเลีย
6. จงอธิบายถึงหลักการเรียนการสอนของเรกจิโอ เอมีเลีย
7. จงอธิบายถึงหลักการเรียนการสอนแบบไฮ/สโคป
8. จงอธิบายถึงหลักการเรียนการสอนแบบโครงการ
9. จงอธิบายถึงหลักการเรียนการสอนแบบวอลดอร์ฟ
10. จงเลือกและอธิบายถึงแนวคิดการสอนที่คิดว่าดีที่สุด และเหมาะสมที่สุดสาหรับเด็กปฐมวัย พร้อมให้เหตุผลประกอบ

คำตอบ
1.การสอนแบบมอนเตสซอรี (Montessori) เป็นนวัตกรรมที่เริ่มจากการพัฒนาแนว การสอนเพื่อใช้กับเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญามาใช้กับเด็กปกติ โดยให้ความสาคัญกับการจัดเตรียมสิ่งแวดล้อมและอุปกรณ์การเรียนการสอนที่เน้นการฝึกฝนด้านประสาทสัมผัส เปิดโอกาสให้เด็กค้นพบสิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเอง

2.การสอนแบบมอนเตสซอรี่ให้ความสาคัญแก่เด็ก โดยพัฒนาหลักสูตรขึ้นมาบนพื้นฐานปรัชญาของการที่ผู้ใหญ่ต้องให้การยอมรับนับถือในสภาพความเป็นจริงของเด็ก เปิดโอกาสให้เด็กเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างอิสระจากสิ่งแวดล้อมที่จัดไว้อย่างมีจุดมุ่งหมาย ซึ่งอุปกรณ์ของมอนเตสซอรี่ช่วยพัฒนาประสบการณ์ชีวิต วิชาการและประสาทสัมผัส

3.การสอนภาษาแบบธรรมชาติ (whole language) เป็นนวัตกรรมที่มีความเชื่อว่าการสอนภาษาให้กับเด็กจะต้องเป็นภาษาที่สื่อความหมาย โดยให้เด็กเรียนรู้จากการเล่น เป็นการสอนภาษาแบบบูรณาการ ทักษะการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียนไปพร้อม ๆ กับสิ่งแวดล้อมหรือ สภาพการณ์

4. 1. การสอนภาษาโดยเน้นพื้นฐานประสบการณ์ เป็นปรัชญาการสอนเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ภาษา โดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนการสอน
   2 .การสอนเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ภาษาที่ดีจะต้องเลือกเนื้อหาที่เหมาะสม และมีวัสดุอุปกรณในการอ่านอย่างเพียงพอ
  3. การสอนจะเน้นเนื้อหาที่มีความหมาย ไม่แบ่งส่วนย่อยออกสอนทีละส่วน จะใช้วิธีแบบบูรณาการ
 4 .การสอนจะยอมรับทุกสาเนียงภาษา (dialects) ของทุกกลุ่มชน เพื่อให้ผู้เรียนเกิดความมั่นใจว่าเป็นที่ยอมรับของสังคมนั้น ๆ
 5 .การสอนอ่าน เขียน ฟัง และพูด ต้องได้รับการสอนควบคู่ไปตลอดเวลา แบบบูรณาการ ควรมีเนื้อหาสาระเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่จริง (aut hentic materials)

5.การสอนตามแนวคิดของเรกจิโอ เอมีเลีย (Reggio Emilia) เกิดขึ้นในหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่อยู่ห่างจากตัวเมืองเรกจิโอ เอมีเลียไม่มากนัก โดยมาลาตุซซี่ (Malaguzzi) ได้ทางานกับเด็กที่มีปัญหาในการเรียนและเกิดรูปแบบว่าการเรียนการสอนไม่ใช่การถ่ายโอนข้อมูลความรู้จากผู้สอนไปสู่เด็ก แต่สิ่งแวดล้อมจะเป็นตัวกระตุ้นให้เด็กอยากรู้ และค้นหาคาตอบที่ตนสนใจ

6.การเรียนการสอนตามแนวคิดของเรกจิโอ เอมีเลีย พัฒนาแนวคิดและทฤษฎีจากนักการศึกษาที่มีชื่อเสียงหลายท่าน เช่น เพียเจต์ ดิวอี้ โดยนาข้อค้นพบมาปรับใช้ให้สอดคล้องกับสภาพทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองของชุมชนเรกจิโอ เอมีเลีย การศึกษาตามแนวคิดนี้มีความเชื่อว่าการเรียนรู้ต้องเกิดจากที่ผู้เรียนสนใจที่จะเรียนรู้และลงมือปฏิบัติ วิธีการมองเด็ก โรงเรียน ครูและเด็ก

7.การสอนแบบไฮ/สโคป (High / Scope) เป็นการจัดการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ ให้โอกาสเด็กในการเลือกทาสิ่งต่าง ๆ ตามความสนใจของตนเอง หลักสูตรการเรียนการสอนแบบไฮ/สโคปริเริ่มและพัฒนาโดยนักการศึกษาชื่อ ไวคาร์ดได้จัดโครงการเพื่อช่วยเหลือเด็กที่ด้อยโอกาส
1. จุดมุ่งหมาย
การสอนตามแนวคิดของไฮ/สโคป มีจุดมุ่งหมายในการสอน ดังนี้
1.1 ช่วยให้เด็กได้ทาสิ่งต่าง ๆ ตามความสนใจ ความคิด และตามศักยภาพของตนเอง
1.2 ช่วยให้เด็กได้รับการฝึกฝนในด้านสติปัญญา และความสามารถของร่างกาย
1.3 ช่วยให้เด็กได้ประสบความสาเร็จในการทางานร่วมกับผู้อื่นและประสบความสาเร็จในชีวิต

8.
3. หลักการสอน
การสอนแบบโครงการ เป็นการสอนที่เน้นเด็กเป็นศูนย์กลาง โดยให้เด็กเรียนรู้อย่างลึกซึ้งในเรื่องที่เด็กสนใจ โดยเด็กจะศึกษาด้วยตนเองจากสภาพแวดล้อมและสถานการณ์จริงที่อยู่รอบตัวเขา ซึ่งกุลยา ตันติผลาชีวะ
1 .หัวข้อการเรียนเกิดมาจากความสนใจและประสบการณ์ของเด็ก ซึ่งครูพิจารณาเห็นว่ามีคุณค่าต่อการเรียนรู้
2 .ประสบการณ์การเรียนรู้ เด็กต้องได้ประสบการณ์ตรงลงมือปฏิบัติอย่างเต็มที่ มีปฏิสัมพันธ์กับบุคคล สังคม และสิ่งแวดล้อม
3 .ประสบการณ์การเรียนรู้ที่จัดให้เด็กต้องต่อเนื่อง และมีเวลาเพียงพอ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมในชั้นเรียนหรือการศึกษานอกสถานที่
4 .เนื้อหาของโครงการเกิดจากความเข้าใจของเด็ก เด็กได้คิด ได้เรียนรู้ตามกระบวนการอย่างมีขั้นตอน สามารถพัฒนาเนื้อหาการเรียนรู้จากความสนใจและข้อค้นพบของเด็ก
5. ต้องเป็นผู้ช่วยเหลือ ผู้ร่วมงาน และผู้กระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ด้วยการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และการมีส่วนร่วมในกิจกรรม

9.การสอนแบบวอลดอร์ฟ พัฒนามาจากแนวความคิดของนักปรัชญาชาวออสเตรเลียชื่อสไตเนอร์ (Steiner) ที่มีความเห็นว่าการพัฒนาเด็กควรจะพัฒนามาจากภายใน โดยให้เด็กเห็นตัวอย่าง เด็กจะซึมซับและรับภาพสิ่งที่เห็นนั้นไปสู่การเรียนรู้ภายในตนเอง ความสงบ ความอ่อนโยที่เด็กได้รับจากสิ่งแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติจะช่วยให้เด็กเรียนรู้ได้ดีที่สุด

10.การสอนแบบไฮ/สโคป (High / Scope) เป็นการจัดการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ ให้โอกาสเด็กในการเลือกทาสิ่งต่าง ๆ ตามความสนใจของตนเอง หลักสูตรการเรียนการสอนแบบไฮ/สโคปริเริ่มและพัฒนาโดยนักการศึกษาชื่อ ไวคาร์ดได้จัดโครงการเพื่อช่วยเหลือเด็กที่ด้อยโอกาส เพราะเด็กได้มีการลงมือกระทำเอง 1.ลงมือกระทำ 2.วางแผน 3.ทบทวน

แบบฝึกหัดบทที่6

แบบฝึกหัดท้ายบทที่6
1. จงอธิบายถึงความหมายของนวัตกรรมทางการศึกษาปฐมวัย
2. จงอธิบายถึงความสาคัญของนวัตกรรมทางการศึกษาปฐมวัยที่มีต่อเด็กปฐมวัย
3. จงอธิบายถึงทฤษฎีที่มีอิทธิพลต่อรูปแบบการพัฒนาเด็กปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทย
4. จงวิเคราะห์ถึงกระบวนการพัฒนาของหลักการและรูปแบบการพัฒนาเด็กปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทย
5. จงอธิบายถึงการนารูปแบบการพัฒนาเด็กปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทยไปใช้ในการจัดการศึกษาปฐมวัย
6. จงอธิบายถึงหลักการของการศึกษาแนววิถีพุทธในการพัฒนาคนให้เป็นผู้ที่มีความรู้
7. จงอธิบายถึงหลักของการเรียนรู้ตามแนววิถีพุทธ
8. จงอธิบายถึงปัจจัยของการเรียนรู้ตามแนววิถีพุทธ
9. จงอธิบายถึงแนวคิดการสอนแบบจิตปัญญา
10. จงเปรียบเทียบแนวคิดของรูปแบบการพัฒนาเด็กปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทยกับแนวคิดการสอนแบบจิตปัญญามีความแตกต่างกันหรือความเหมือนกันอย่างไร

คำตอบ
1.คือ เพื่อพัฒนาศักยภาพให้กับเด็ก ทั้งในด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ซึ่งนักการศึกษาปฐมวัยต่างก็ได้พยายามศึกษาค้นคว้าและวิจัยค้นหาแนวคิดและวิธีการใหม่ ๆ มาใช้เพื่อพัฒนาเด็ก ซึ่งเราเรียกว่า นวัตกรรมทางการศึกษาปฐมวัย ซึ่งครูปฐมวัยควรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความหมาย และความสาคัญของนวัตกรรมทางการศึกษาปฐมวัย

2.เด็กปฐมวัยเป็นวัยที่เรียนรู้ด้วยการกระทาจากประสบการณ์ตรงที่ประกอบด้วยสิ่งที่เป็นรูปธรรมต่าง ๆ แล้วนาไปสู่นามธรรมในที่สุด ดังนั้นการจัดการศึกษาปฐมวัยจึงให้ความสาคัญในเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคล โดยมุ่งจัดประสบการณ์ตามความถนัด ความสนใจ และความสามารถของแต่ละคนเป็นเกณฑ์ เพื่อพัฒนาให้เด็กมีความพร้อมในการเรียน นักการศึกษาปฐมวัยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันจึงพยายามที่จะวิเคราะห์ปัญหาในการจัดการศึกษาปฐมวัย คิดวิธีการ แนวทางใหม่เพื่อแก้ปัญหา ทดลองวิธีการใหม่ เผยแพร่แนวทางและวิธีการใหม่

3.การจัดการศึกษาสาหรับเด็กปฐมวัย พบว่า ทฤษฎีและหลักการที่ใช้กันอยู่ในประเทศไทย ส่วนใหญ่เป็นทฤษฎีและหลักการจากต่างประเทศ ประเทศไทยเรายังไม่มีทฤษฎีหรือหลักการในการพัฒนาเด็กที่พัฒนาขึ้นจากฐานข้อมูลที่มาจากเด็กไทย และบริบททางสังคมและวัฒนธรรมไทย ดังนั้นคณะกรรมการวิจัยจึงได้พยายามศึกษาและผสมผสานความรู้ตามหลักสากลกับภูมิปัญญา วิถีชีวิตและระบบคุณค่าของสังคมไทยเข้าด้วยกันเพื่อช่วยให้ได้หลักการ

4.1. แนวคิดทางพระพุทธศาสนาที่เกี่ยวกับการพัฒนาเด็ก ประกอบด้วยแนวคิดเกี่ยวกับกระบวนการพัฒนามนุษย์ กระบวนการพัฒนาสติปัญญา กระบวนการพัฒนาคุณธรรม และกระบวนการกัลยาณมิตร
2. แนวคิดทางวัฒนธรรมไทย ประกอบด้วยแนวคิดเกี่ยวกับสานึก ความเป็นไทย ความประพฤติของเด็กไทย การอบรมเลี้ยงดูด้านค่านิยมและคุณธรรม การอบรมเลี้ยงดูด้วยความรักและถนอม แนวคิดเกี่ยวกับวัฒนธรรม ท้องถิ่น ภาษา สิ่งแวดล้อมทางจิตวิญญาณทางธรรมชาติและวงศาคณาญาติ
3. ข้อมูลเกี่ยวกับสภาพปัญหาและความต้องการของเด็กไทย
4. แนวโน้มของสังคมไทยในอนาคต
-รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทย โดยครอบครัวเป็นรูปแบบที่มุ่งพัฒนาเด็กวัย 0 – 3 ปี ผ่านทางการพัฒนา พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดู รูปแบบนี้ได้จัดทาสาระเกี่ยวกับการอบรมเลี้ยงดูเด็กที่จาเป็นและสอดคล้องกับหลักการที่เป็นพื้นฐาน และได้พัฒนาสื่อต่าง ๆ ให้พ่อแม่โดยการให้บุคคลในชุมชนที่มีความสามารถทาหน้าที่จัดการศึกษาต่อเนื่อง ให้พ่อแม่ผู้เลี้ยงดูเด็กได้มาศึกษาร่วมกัน จัดสัปดาห์ละครั้งต่อเนื่องกันเป็นระยะยาว โดยดาเนินการตามกระบวนการและสื่อที่ให้ไว้ตามคู่มือการอบรมเลี้ยงดูเด็ก การศึกษาในลักษณะนี้สามารถช่วยพัฒนานิสัยการเรียนรู้ และกระบวนการเรียนรู้ของพ่อแม่ไปพร้อมๆกัน
-รูปแบบการจัดการศึกษาปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทย เป็นรูปแบบที่มุ่งพัฒนาเด็กวัย 3 – 6 ปี ผ่านทางการพัฒนาผู้ดูแลเด็ก รูปแบบนี้ได้กาหนดกิจกรรมประจาวันของเด็ก ซึ่งจัดไว้อย่างมีหลักการและมีสัดส่วนสมดุลในเรื่องราวต่าง ๆ ที่จะช่วยให้เด็กมีพัฒนาการทุกด้านรวมทั้งเสนอแนะวิธีการจัดกิจกรรมและประสบการณ์การเรียนรู้ให้แก่เด็ก ซึ่งมีทั้งการให้เด็กลงมือปฏิบัติเป็นวิถีชีวิต ได้เรียนรู้แบบธรรมชาติจากการปฏิสัมพันธ์กับบุคคล สื่อ และสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ และได้เรียนรู้จากการสอนโดยตรง ซึ่งผู้ดูแลเด็กสามารถเรียนรู้ได้จากการฝึกปฏิบัติในการทางานจริง โดยได้รับการนิเทศจากผู้นิเทศที่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการพัฒนาเด็ก

5.  1. หลักการที่ใช้เป็นพื้นฐานในการพัฒนารูปแบบมีความเหมาะสม รูปแบบ การอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทย โดยครอบครัวเอื้ออานวยให้คนในชุมชนสามารถช่วยกันพัฒนาพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กในชุมชนให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการอบรมเลี้ยงดูเด็กได้ดี
    2. รูแบบการจัดการศึกษาปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทย มีความเหมาะสมสามารถช่วยให้ผู้ดูแลเด็กจัดการศึกษาให้แก่เด็กได้ดีขึ้น แม้ว่าผู้ดูแลเด็กจะมีความรู้ที่จากัดและมีปัญหาหลายประการ เช่น จานวนเด็กมีมาก อาคารสถานที่ไม่เอื้ออานวย วัสดุอุปกรณ์การสอนมีน้อย

6.การศึกษาเป็นระบบที่พัฒนาด้านความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม แล้วก็ด้านจิตใจ เจตจานง และด้านปัญญา ความรู้สึก ความเข้าใจ ดาเนินประสานไปด้วยกัน และส่งผลต่อกันโดยเจตจานงของจิตใจ แสดงตัวออกมาสู่พฤติกรรมและการสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม ปัญญาที่เข้าใจมาพัฒนาพฤติกรรม ทาให้ได้ผลดียิ่งขึ้น และทาให้จิตใจมีขอบเขตออกไปแล้วมีสภาพดีขึ้น เช่น เมื่อเรารู้เข้าใจเหตุผล รู้ว่าคนอื่นเขาก็รักชีวิตของเขาเหมือนกัน ฉะนั้นจึงไม่ควรไปทาร้ายเขา แต่ควรจะมีเมตตากรุณา การพัฒนาเมตตากรุณาจึงต้องอาศัยปัญญา ความรู้ความเข้าใจถ้าไม่อย่างนั้นก็ได้แค่ความเคยชิน

7.พุทธธรรมเสนอหลักการพัฒนาปัญญาที่มุ่งการฝึกฝนอบรมตนให้บรรลุอิสระภาวะหลุดพ้นจากปัญหา โดยทั่วไปแล้วพุทธศาสนิกชนดูจะเข้าใจ หลักพุทธธรรมในแง่ของพระพุทธพระธรรม พระสงฆ์ ศีล ประเพณีพิธีกรรมเท่านั้น แท้จริงแล้วพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงวางหลักการพัฒนามนุษย์และหลักการเรียนรู้ได้อย่างเป็นระบบ ครบกระบวนการมีองค์ประกอบและขั้นตอนตามลาดับต่อเนื่องสมบูรณ์

8.ตามหลักการเรียนรู้ที่เป็นสากล การเรียนรู้เป็นการพัฒนาพฤติกรรม ซึ่งหมายถึง การแสดงออกทางวาจา ท่าทาง และการปฏิบัติได้จริงตามจุดประสงค์ของการเรียนรู้นั้น ๆ ด้วยเหตุนี้การจัดวางแผนการเรียนการสอนในสถานศึกษาแต่ละระดับจึงเป็นการตั้งจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม มีการพัฒนาพฤติกรรมของผู้เรียน เช่น พฤติกรรมการอ่าน การเขียน การทางานกลุ่ม การแก้ปัญหา เป็นต้น

9.การสอนแบบจิตปัญญา เป็นการสอนที่มุ่งพัฒนาจิตใจของผู้เรียนที่ต้องการเรียนอย่างมีความสุข ควบคู่ไปกับการพัฒนาปัญญา วิธีการสอนจะเน้นที่กิจกรรมการจัดการเรียนการสอนที่จะทาให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง การจัดการเรียนการสอนเน้นกิจกรรมสาคัญ 5 ประการ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของวิธีการสอนอย่างหนึ่งว่าการสอนแบบ ABCDP
A มาจาก (active learning) หมายถึง การปฏิบัติการคิดในการทากิจกรรมระหว่างเรียน
B มาจาก (behaving well) หมายถึง การแสดงออกระหว่างเรียน ทั้งเพื่อการแสดงผลงานและการมีส่วนร่วมกับกลุ่ม
C มาจาก (cooperative learning) หมายถึง การเรียนรู้แบบร่วมมือที่เกิดจากการเรียนในกลุ่มย่อยที่กาหนดในกิจกรรม
D มาจาก (discovery learning) หมายถึง การเรียนรู้จากการค้นพบจากการทากิจกรรมระหว่างเรียน
P มาจาก (progress) หมายถึง การก้าวหน้าในการเรียน ซึ่งสังเกตได้โดยครูและผู้เรียนเอง

10.จากความหมายและความสาคัญของนวัตกรรมการศึกษาปฐมวัย และตัวอย่างนวัตกรรมการศึกษาปฐมวัยของไทยที่มีการจัดประสบการณ์เพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัยแบบองค์รวมดังที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้น จะพบว่าแนวคิดต่าง ๆ มีรูปแบบและลักษณะของการจัดประสบการณ์ที่แตกต่างและเหมือนกัน แต่ทุกแนวคิดต่างมีจุดมุ่งหมายอย่างเดียวกันคือ เพื่อพัฒนาให้เด็กมีพัฒนาการที่ดีครบทั้ง 4 ด้าน คือ ร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ซึ่งสอดคล้องกับจุดมุ่งหมายในการจัดการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 ที่มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนเก่ง คนดี และมีความสุข

แบบฝึกหัดบทที่5

                                                                           แบบฝึกหัดท้ายบทที่5
1. จงอธิบายถึงจุดมุ่งหมายในการจัดสถานศึกษาระดับปฐมวัย
2. จงอธิบายถึงแนวคิดในการเลือกรูปแบบการจัดการศึกษาปฐมวัย
3. จงอธิบายถึงรูปแบบของการจัดการศึกษาปฐมวัย ตามแนวคิดของเยาวพา เดชะคุปต์ ทั้ง 9 รูปแบบ
4. จงอธิบายถึงรูปแบบการจัดการศึกษาปฐมวัยในรูปแบบโรงเรียน
5. จงอธิบายถึงรูปแบบการจัดการศึกษาปฐมวัยในรูปแบบศูนย์พัฒนาเด็ก
6. จงอธิบายถึงรูปแบบการจัดการศึกษาปฐมวัยในรูปแบบอื่น
7. จงอธิบายถึงหน่วยงานที่จัดการศึกษาปฐมวัยในระบบโรงเรียนอนุบาล
8. จงอธิบายถึงหน่วยงานที่จัดการศึกษาปฐมวัยในรูปแบบศูนย์พัฒนาเด็ก
9. จงอธิบายถึงหน่วยงานที่จัดการศึกษาปฐมวัยในรูปแบบการศึกษาอื่น ๆ
10. จงอธิบายถึงการดาเนินการและลักษณะของโรงเรียนอนุบาล

คำตอบ
1.  1. เพื่อช่วยพัฒนาเด็กให้มีความงอกงามทั้ง 4 ด้าน คือ ด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา
2. เพื่อเตรียมให้เด็กมีความพร้อมที่จะเข้าเรียนในชั้นประถมต่อไป
3. เพื่อฝึกให้เด็กมีระเบียบวินัย
4. เพื่อปลูกฝังนิสัยอันดีงามแก่เด็ก
5. เพื่อให้เด็กได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีที่ถูกสุขลักษณะ
6. เพื่อฝึกให้เด็กช่วยเหลือตนเอง
7. เพื่อส่งเสริมให้เด็กได้รับการเลี้ยงดูอย่างถูกต้องและเหมาะสม
8. เพื่อเผยแพร่วิทยาการใหม่ ๆ เกี่ยวกับการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยให้กับผู้ปกครองและบุคคลในชุมชน
9. เพื่อช่วยเหลือเด็กในด้านสาธารณสุข โภชนาการ และการศึกษา
10. เพื่อฝึกให้เด็กรู้จักการรักษาความสะอาดมีสุขนิสัยที่ดี
11. เพื่อพัฒนาทัศนคติที่ดีต่อแพทย์ พยาบาล และทันตแพทย์
12. เพื่อให้เด็กได้มีโอกาสเล่นกับเครื่องเล่นต่าง ๆ หลายชนิด
13. เพื่อช่วยเหลือพ่อ แม่ ที่ไม่สามารถเลี้ยงลูกของตนเองได้ เนื่องจากเหตุผลต่าง ๆ
14. เพื่อพัฒนาบุคลิกภาพที่ดีงามให้แก่เด็กตั้งแต่วัยเด็ก เพื่อจะได้เติบโตเป็นบุคคลที่มีบุคลิกภาพที่ดี

2.ความรู้ในเรื่องของมนุษย์ เหตุนี้การจัดการศึกษาให้กับเด็กปฐมวัยในสังคมระบอบประชาธิปไตย จึงต้องขึ้นอยู่กับว่าเรา เชื่อว่าอะไรเป็นสิ่งที่สาคัญที่สุดในการที่จะทาให้เด็กเติบโตเพื่อเป็นประชาชนที่ดี มีประสิทธิภาพในสังคม และยังขึ้นอยู่กับความรู้ที่เกี่ยวกับการพัฒนาของเด็กปฐมวัยอีกด้วย

3. 1. โรงเรียนอนุบาล (kindergarten)
2. สถานบริบาลเด็ก (nursery school) ฮิมส์ (Hymes) กล่าวว่า “สถานบริบาลเด็ก” หรือ “เนิร์สเซอรี่”
3. โรงเรียนสาหรับเด็กก่อนวัยเข้าเรียน (preschools) หรือบางทีเรียกว่า “สถานบริบาล” (nursery school)
4. ศูนย์เลี้ยงเด็กกลางวัน (child care center) คือ ศูนย์ที่ให้บริการการเลี้ยงดูเด็กอายุตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 4 ปี สาหรับพ่อแม่ที่ทางานในเวลากลางวันตั้งแต่เช้าถึงเย็น
5. บ้านรับเลี้ยงเด็ก (family day care homes) คือ ศูนย์รับเลี้ยงเด็กที่จัดทาขึ้นที่บ้าน ซึ่งจะจัดขึ้นสาหรับรับเลี้ยงเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 3 – 4 ปี ในบ้านของตน
6. โครงการเฮดสตาร์ท (head start) คือ โครงการสาหรับเด็กที่อยู่ในครอบครัวที่ยากจนหรือมีรายได้ต่า
7. ศูนย์แม่และเด็ก (parent – child centers) คือ โครงการที่จัดขึ้นเพื่อให้การศึกษาแก่เด็กปฐมวัยที่มาจากครอบครัวที่ยากจน
8. โครงการโฮมสตาร์ท (home start) คือ โครงการที่จัดขึ้นสาหรับเด็กที่มาจากครอบครัวที่ยากจนเช่นกัน
9. โครงการให้การศึกษาแก่พ่อแม่ (parent education) คือ โครงการที่ให้การศึกษาแก่พ่อแม่เกี่ยวกับพัฒนาการและการอบรมเลี้ยงดู

4.การจัดการศึกษาปฐมวัยในรูปแบบโรงเรียน มีเป้าหมายหลักอยู่ที่เด็กอายุระหว่าง 3 – 6 ปี เป็นการจัดการศึกษาที่มุ่งส่งเสริมพัฒนาการเด็ก และการเตรียมความพร้อมให้เด็กก่อนเข้าเรียนในระดับชั้นประถมศึกษา ทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา การดาเนินการที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานของรัฐและเอกชน จะมีรูปแบบการจัด 2 ลักษณะ คือ
1.1 ชั้นอนุบาล เป็นการจัดการศึกษาเพื่อส่งเสริมให้เด็กมีพัฒนาการครบทุกด้านทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา รวมทั้งลักษณะนิสัยต่าง ๆ โดยใช้ระยะเวลาในการจัดการศึกษาประมาณ 2 – 3 ปี สาหรับเด็กที่มีอายุระหว่าง 3 – 6 ปี
1.2 ชั้นเตรียมประถมศึกษาหรือชั้นเด็กเล็ก เป็นการจัดการศึกษาเพื่อเตรียมความพร้อมให้เด็กก่อนเข้าเรียนในระดับชั้นประถมศึกษา โดยใช้ระยะเวลาในการจัดการศึกษา 1 ปี สาหรับเด็กที่มีอายุระหว่าง 5 – 6 ปี

5.ในรูปแบบศูนย์พัฒนาเด็ก หรือสถานรับเลี้ยงเด็กนั้นมีเป้าหมายหลักอยู่ที่เด็กปฐมวัยที่มีอายุตั้งแต่แรกเกิด – 6 ปี ที่ด้อยฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งได้แก่ เด็กยากจนในเขตพื้นที่ชนบทห่างไกลและชนกลุ่มน้อย เด็กที่อยู่ในชุมชนแออัด และเด็กด้อยความสามารถทางด้านร่างกาย สมอง และจิตใจ การจัดการศึกษาปฐมวัยในรูปแบบศูนย์พัฒนาเด็กมีชื่อเรียกต่างกัน เช่น ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ สถานรับเลี้ยงเด็กกลางวัน ฯลฯ แต่อย่างไรก็ตามศูนย์พัฒนาเด็กเล็กส่วนใหญ่มีจุดมุ่งหมายหลักในการดาเนินงานที่คล้ายคลึงกันสรุปได้ดังนี้
2.1 เพื่อส่งเสริมพัฒนาการและเตรียมความพร้อมให้กับเด็กทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา อย่างถูกต้องเหมาะสมด้วย
2.2 เพื่อปลูกฝังสุขนิสัยที่ดีและปรับตัวเข้ากับสังคมนอกบ้าน รวมถึงให้สามารถช่วยเหลือตนเองได้
2.3 เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจ พ่อแม่ผู้ปกครองเกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็ก การอบรมเลี้ยงดูเด็กอย่างถูกวิธี การประกอบอาหารที่ถูกหลักโภชนาการ เพื่อป้องกันเด็กจาก โรคขาดสารอาหาร รวมทั้งการให้ภูมิคุ้มกันโรค และการป้องกันโรคภัยไข้เจ็บที่ถูกต้อง

6.การอบรมเลี้ยงดูจากโรงเรียนหรือศูนย์พัฒนาเด็ก จึงมีการจัดกิจกรรมที่จัดเพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัยในรูปแบบอื่น ๆ เช่น การพัฒนาเด็กโดยหน่วยงานพัฒนาเด็กเคลื่อนที่ ซึ่งจัดกิจกรรมการให้ความรู้ความเข้าใจแก่พ่อแม่ ผู้ปกครองด้วยวิธีการสาธิต ฝึกอบรมการเลี้ยงดูเด็กตามหลักวิชาการแผนใหม่ ส่งเสริมให้เด็กมีพัฒนาการครบทุกด้าน

7.โรงเรียนอนุบาลของรัฐ ที่อยู่ในความรับผิดชอบของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้แก่ โรงเรียนอนุบาลประจาจังหวัดและโรงเรียนประถมศึกษาที่อยู่ในหมู่บ้าน จะรับอายุระหว่าง 4 – 5 ปี เข้าเรียนในชั้นอนุบาล มีหลักสูตร 2 ปี คือ ชั้นอนุบาลศึกษาปีที่ 1 และชั้นอนุบาลศึกษาปีที่ 2 หรือรับเด็กชายหญิงอายุ 5 – 6 ปี เข้าเรียนในชั้นเด็กเล็กหลักสูตร 1 ปี

8.  1. ศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ในวัด ศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ในวัดนั้นเป็นโครงการของกรมการศาสนา สังกัดกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อสอนให้กับเด็กก่อนเกณฑ์ที่จะเข้ารับการศึกษาภาคบังคับตามกฎหมายทั้งชาย – หญิงที่มีอายุตั้งแต่ 3 ปี ถึงอายุย่างเข้าปีที่ 6
     2.ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กของกรมพัฒนาชุมชน สังกัดกระทรวงมหาดไทยมีกองพัฒนาสตรีเด็กและเยาวชนเป็นผู้รับผิดชอบดาเนินงาน โดยสนับสนุนให้ชุมชนจัดตั้งศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในตาบล หมู่บ้าน เพื่อรับเลี้ยงเด็กระหว่าง 3 – 6 ปี
     3. สถานสงเคราะห์เด็กก่อนวัยเรียน หรือศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนจัดโดยกองบัญชาการตารวจตระเวนชายแดน จัดบริการการศึกษาแก่เด็กอายุ 2 – 6 ปี ที่ไม่สามารถรับบริการการศึกษาจากหน่วยงานที่รับผิดชอบการจัดการศึกษาโดยตรง
     4.สถานสงเคราะห์เด็กอ่อนของกรมประชาสงเคราะห์ ให้การอนุบาลเลี้ยงดูเด็กและให้การศึกษาแก่เด็กชาย – หญิง อายุตั้งแต่แรกเกิด – 6 ปี ที่มีปัญหาการเลี้ยงดูจากพ่อแม่หรือเป็นเด็กพิการ

9. 1. หน่วยงานของรัฐ มีการให้บริการความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการอบรมเลี้ยงดูเด็กแก่พ่อแม่ผู้ปกครอง โดยมุ่งให้องค์กรท้องถิ่น อาสาสมัคร พ่อแม่ ผู้ปกครอง หรือบุคคลในครอบครัว เป็นผู้รับผิดชอบในการจัดกิจกรรม
2. ภาคเอกชนหรือองค์กรเอกชน ได้เริ่มเข้ามามีบทบาทในการพัฒนาเด็ก และได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีให้จัดตั้งสภาองค์การพัฒนาเด็ก และเยาวชนขึ้นประกอบด้วยองค์กร 50 องค์กร
3. องค์การระหว่างประเทศ ให้ความสนับสนุนด้านเงินทุน วิชาการ และเทคโนโลยีต่าง ๆ แก่หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนในประเทศไทย เพื่อดาเนินการพัฒนาเด็กปฐมวัยด้วยเช่นเดียวกัน

10.โรงเรียนอนุบาลอาจแบ่งขนาดตามจานวนเด็กได้ดังนี้ คือ
1. โรงเรียนอนุบาลขนาดเล็ก เด็กประมาณ 80 คน
2 .โรงเรียนอนุบาลขนาดกลาง เด็กประมาณ 150 คน
3 .โรงเรียนอนุบาลขนาดใหญ่ เด็กประมาณ 150 คน ขึ้นไป
4. สถานที่ตั้งควรอยู่ใกล้ชุมชน ไปมาสะดวก อากาศดี
5. อาคารโรงเรียนอนุบาล ควรสร้างเป็นอาคารชั้นเดียว

แบบฝึกหัดบทที่4

แบบฝึกหัดท้ายบทบทที่4 
1.จงอธิบายถึงการจัดการศึกษาปฐมวัยในช่วงไม่มีระบบโรงเรียน 
2 .จงอธิบายถึงปัจจันที่ทำให้เกิดการปฏิรูปการศึกษาในสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
3 .จบอธิบายวิชาหรือเนื้อหาสาระ 10อย่างของโรงเรียนเลี้ยงเด็ก พ.ซ2433 4จบจัดการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษาในโครงการศึกษาพ.ศ 2441 แบ่งออกเป็นกี่ระดับจงอธิบาย 
5 .ในยุคเริ่มต้นของการจัดอนุบาลเอกขน พ.ศ2454-2470 มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร จงอธิบาย 
6 .การจัดตั้งโรงเรียนอนุบาลละอออุทิศมีความเป็นมาอย่างไร จงอธิบาย 
7 .แผนการศึกษาชาติฉบับ พ.ศ2503 แบ่งการศึกษาออกกี่ระดับ จงอธิบาย 
8 .ในปี พ.ศ 2523 กระทวงศึกษาธิการ ได้มีการจัดตั้งหน่วยงานใดให้รับผิดชอบการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษา จงอธิบาย 
9 .หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พ.ศ2546 มีความเป็นมาอย่างไร จงอธิบาย 
10. จงสิเคราะห์ถึงการศึกษาปฐมวัยของไทยตามความรู้ความเข้าใจของนักศึกษา

คำตอบ
1.การศึกษาในยุคโบราณหรือที่นักการศึกษาบางคน เรียกว่า ยุคก่อนมีระบบโรงเรียนการจัดการศึกษากล่าวคือ ไม่มีการดาเนินการอย่างเป็นแบบแผน ซึ่งเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า การศึกษาแบบไม่เป็นทางการ (Informal Education) คือ ไม่มีการกาหนดหลักเกณฑ์ที่แน่นอน ไม่มีโรงเรียนสาหรับเรียนโดยเฉพาะ ไม่มีหลักสูตร ไม่มีการบังคับ เป็นการสอนแบบให้เปล่า ไม่มีค่าจ้างหรือค่าเล่าเรียน การเรียนจึงขึ้นอยู่กับความสมัครใจของผู้เรียน

2.เป็นการศึกษาปฐมวัยในยุคเริ่มต้นการจัดอย่างมีระเบียบแบบแผน รูปแบบการจัดการศึกษาปฐมวัยที่ปรากฏขึ้นเป็นประการแรก คือ มีการจัดตั้ง “โรงเลี้ยงเด็ก”โดยพระดาริของพระอัครชายาเธอพระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมขุนสุทธาสินีนาฎในรัชกาลที่ 5 ซึ่งได้สูญเสียพระราชธิดาไปตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์

3. 1. ให้อ่านหนังสือออก เขียนได้
2. ให้คิดเลขเป็น
3. ให้รู้จักรักษาอิริยาบถ
4. ให้หุงข้าวต้มแกงเป็น
5. ให้เย็บผ้าเป็น
6. ให้ขึ้นต้นไม้เป็น
7. ให้ว่ายน้าเป็น
8. ให้ปลูกทับกระท่อมที่อยู่เป็น
9. ให้รู้จักปลูกต้นไม้
10. ให้รู้จักเลี้ยงสัตว์

4.ปรากฏชัดแจ้งในโครงการศึกษา พ.ศ.2441 
ในหมวดที่ 1 ได้จัดลำดับชั้นการศึกษาออกเป็น 4 ลำดับ คือ
1. การเล่าเรียนเบื้องแรก (มูลศึกษา)
2. การเล่าเรียนเบื้องต้น (ประถมศึกษา)
3. การเล่าเรียนเบื้องกลาง (มัธยมศึกษา)
4. การเล่าเรียนเบื้องสูง (อุดมศึกษา)

5.ครั้งยังเป็น นายอ่อน สาริกบุตร เป็นกรรมการออกไปดูการศึกษาของประเทศญี่ปุ่น หลังจากนั้นจึงได้มีการแก้ไขปรับปรุงโครงการศึกษา พ.ศ.2441 ใหม่ โดยนาแบบแผนที่ได้มาจากญี่ปุ่นนามากลั่นกรองประกอบเป็นรูปของโครงการศึกษาไทย พ.ศ.2445 โดยแบ่งการศึกษาออกเป็น 2 ลาดับ คือ
1. สามัญศึกษา เป็นประโยค 2 ชั้นกลาง
2. อุดมศึกษา เป็นประโยค 3 ชั้นสูง

6.กระทรวงศึกษาธิการได้มีดาริให้กรมฝึกหัดครูเตรียมการเปิดสอนอนุบาลของรัฐนาแนวคิดที่ได้กลับมาดาเนินการและจัดตั้งโรงเรียนอนุบาลของรัฐขึ้น ความเคลื่อนไหวทางการศึกษาปฐมวัยครั้งสาคัญได้มีการเปิดโรงเรียนอนุบาลแห่งแรกของรัฐขึ้นในจังหวัดพระนคร ชื่อว่า โรงเรียนอนุบาลละอออุทิศ โดยได้รับเงินบริจาคจากกองมรดกของนางสาวละออ หลิมเซ่งไถ่ สร้างอาคารเรียน และเปิดทาการสอนเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2483 ซึ่งก่อนหน้านี้กระทรวงธรรมการและคณะทางานได้เตรียมการเป็นอย่างดี ด้วยการจัดส่งนักการศึกษาและนักวิชาการไปดูงานด้านการอนุบาลศึกษาที่ประเทศญี่ปุ่น ประกอบกับมีบุคลากรเดิมที่มีความรู้ทางด้านอนุบาลโดยตรง

7.ฉบับนี้ได้แบ่งการศึกษาออกเป็น 4 ระดับ คือ
1. อนุบาลศึกษา
2. ประถมศึกษา
3. มัธยมศึกษา
4. อุดมศึกษา

8.การจัดการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษาในระยะแรกแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และมติคณะรัฐมนตรี โดยจัดทาเป็นโครงการ ได้แก่ โครงการส่งเสริมการศึกษาในท้องถิ่นที่ใช้ภาษาอื่นมากกว่าภาษาไทย โครงการเปิดขยายชั้น เด็กเล็กในพื้นที่ที่มีปัญหาทางเศรษฐกิจ โครงการจัดชั้นเด็กเล็กในโรงเรียนประถมศึกษา โครงการวิจัยพัฒนาการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษา

9.พุทธศักราช 2542 ภายใต้ชื่อ “หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546” โดยได้ผ่านการพิจารณาปรับปรุงอย่างต่อเนื่องให้มีความสมบูรณ์เพียงพอที่จะนาไปใช้เป็นแนวทางจัดการศึกษาปฐมวัยให้มีประสิทธิภาพและเป็นมาตรฐานเดียวกันโดยมีสาระตอนหนึ่งระบุว่า “กระทรวงศึกษาธิการหวังว่าหลักสูตรฉบับนี้จะเป็นแนวทางในการอบรมเลี้ยงดู และจัดการศึกษาระดับปฐมวัยให้แก่ผู้เกี่ยวข้องได้เป็นอย่างดี

10.การศึกษาปฐมวัยในอดีตมีมาตั้งแต่ครั้งสมัยกรุงสุโขทัย และได้มีการพัฒนามาจนกระทั่งในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้มีการจัดตั้งสถานรับเลี้ยงเด็กแห่งแรกของประเทศไทย โดยดาริของพระอัครชายาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมขุนสินีนาฎ ในรัชกาลที่ 5 นับตั้งแต่บัดนั้นก็ได้มีการจัดการศึกษาปฐมวัย โดยมีรูปแบบที่เป็นทางการตามโครงการศึกษา ปี พ.ศ.2441 ซึ่งเป็นโครงการศึกษาฉบับแรกที่มีการจัดการศึกษา “มูลศึกษา” ใน 3 รูปแบบ คือ โรงเรียนบุรพบท โรงเรียน กข นโม และโรงเรียนกินเดอกาเตน

แบบฝึกหัดบทที่3

แบบฝึกหัดท้ายบทที่
1.จงอธิบายถึงการจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศอังกฤษ
2 .จงอธิบายถึงการจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศอเมริกา 
3.จงอธิบายถึงการจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศแคนนาดา 
4.จงอธิบายถึงการจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศ เม็กซิโก 
5.จงอธิบายถึงการจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศ อิสราเอล 
6.จงอธิบายถึงการจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศญี่ปุ่น 
7.จงเปรียบเทียบการจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศอังกฤษกับประเทศสรัฐอเมริกา 
8 .จงเปรียบเทียบการจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศเม็กซิโกกับประเทศอิสราเอล 
9.จงเปรียบเทียบการจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศแคนนาดากับประเทศญี่ปุ่น 
10. ท่าคิดว่าการจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศใดที่สามารถจัดได้อย่างดีแบะเหมาะสม

คำตอบ
1.โรงเรียนบริบาลในประเทศอังกฤษเน้นหนักไปในทางกิจกรรมการเล่นสาหรับเด็ก สาหรับตัวครูมักจะปล่อยให้สอนไปตามสัญชาติญาณของตนเองโดยจะต้องเป็นผู้นาของเด็กในการเล่นในร่มและกลางแจ้ง โดยใช้อุปกรณ์ที่แตกต่างหลากหลาย เน้นให้ครูและพยาบาลผู้ดูแลได้ตระหนักและเข้าใจวิธีการใช้ภาษาของเด็ก เพื่อช่วยให้เด็กได้พัฒนาทักษะการคิดอย่างกว้างขวาง กิจกรรมที่จัดต้องคานึงถึงความต้องการทางสังคม ทางอารมณ์ และนาไปสู่การพัฒนาสติปัญญาด้วย

2.คือ โครงการปฐมวัยแห่งบรูคลิน โครงการนี้เริ่มในปี ค.ศ.1973 มีเด็กมากกว่า 250 คน และเป็นส่วนหนึ่งของโรงเรียนที่จัดขึ้นตามระบบการศึกษาของบรูคลิน เมสซาซูเซทส์โดยการจัดให้ผู้ปกครองเข้ามาช่วยในฐานะครูสอนเด็กระดับปฐมวัย เนื่องจากโครงการนี้ มีความเชื่อว่าครูที่ดีที่สุดในชีวิตของเด็กคือพ่อแม่ของตนเอง โครงการบรูคลินมีการทดสอบสุขภาพร่างกาย

3. 1. พัฒนาการทางร่างกายและสุขภาพอนามัย
    2 .พัฒนาการทางสังคม
    3 .พัฒนาการทางอารมณ์ และเจตคติ
    4 .พัฒนาการทางด้านความคิดเกี่ยวกับตนเอง
    5 .พัฒนาการทางสติปัญญา
    6 .พัฒนาการทางความคิดสร้างสรรค์
    7 .การมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง
    8. การพัฒนาบุคลากรและการบริการชุมชน
โปรแกรมการบริการการศึกษาปฐมวัยพยายามดึงเอาผู้ปกครองและชุมชนส่วนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการดาเนินการด้วย

4.สรุปได้ว่าหลักสูตรปฐมวัยของเม็กซิโกเน้นความสาคัญที่ครูจะต้องรู้จักเด็กทุกคน และคานึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล เช่นเดียวกับความสาคัญของการอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่ม และจัดกิจกรรมให้มีการพัฒนาสติปัญญา เจตคติ และทักษะสัมพันธ์ให้มีความสมดุลกันในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการแสดงออกอย่างมีอิสระ มีเวลาสารวจสิ่งต่าง ๆ ที่สนใจถามคาถาม ทดลอง และสร้างสรรค์ ในช่วงเวลา 3 ปี ก่อนที่เด็กจะไปเข้าโรงเรียนประถมศึกษา

5.การศึกษาและการอบรมเลี้ยงดูเด็กเล็กของอิสราเอล นับเป็นสิ่งที่หยั่งรากลึกและถือเป็นสิ่งสาคัญของอิสราเอล เมื่อมองไปข้างหน้าจุดรวมการศึกษาปฐมวัยของอิสราเอลจะเป็นมาตรฐานเดียวกันและมีคุณภาพเท่าเทียมกัน

6.การจัดการศึกษาในประเทศญี่ปุ่นยังไม่ประสบผลสาเร็จตามที่คาดหวัง ชาวญี่ปุ่นยังไม่พอใจกับการเรียนการสอนในโรงเรียนนัก ความสนใจ เอาใจใส่ของประชาชนที่มีต่อการจัดการศึกษาทาให้โรงเรียนถูกวิพากษ์วิจารณ์อยู่ตลอดเวลา แต่เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในเอเชียหรือแม้แต่ประเทศในแถบตะวันตกอีกหลายประเทศ

7.   การศึกษาปฐมวัยในอังกฤษอยู่ในความรับผิดชอบของโรงเรียนบริบาลหรือชั้นบริบาล ซึ่งรับดูแลตั้งแต่แรกเกิดถึง5ปี โรงเรียนสำหรับเด็กปฐมวัยแรกรับเด็กตั้งแต่อายุ 5-7 ปี
     การจัดศูนย์เด็กเเต่เดิมมีการแก้ปัญหาในการบริการสังคม การศึกษาปฐมวัยมี 3 รูปแบบใหญ่ๆคือ แบบเลี้ยงดูในบ้าน แบบครอบครัว และศูนย์ดูแลเด็ก ทุกรูปแบบจะช่วยเหลือเด็กทั้งในด้าน สังคม อารมณ์ สติปัญญา และพัฒนากล้ามเนื้อ

8.    เน้นความสำคัญที่ครูจะต้องรู้จักเด็กทุกคน และคำนึกถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลเช่นเดียวกับความสำคัญของการอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่ม และจัดกิจกรรมให้มีการพัฒนาสติปัญญา เจตคติ และทักษะสัมพันธ์ให้มีความสมดุลกันในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการแสดงออก
      การศึกษาและการอบรมเลี้ยงดูเด็กเล็ก นับเป็นสิ่งที่หยั่งรากลึกและถือเป็นสิ่งสำคัญของอิสราเอล เมื่อมองไปข้างหน้าจุดรวมการศึกษาปฐมวัยของอิสราเอลจะเป็นมาตรฐานเดียวกันและมีคุณภาพเท่าเทียมกัน

9.   การส่งเสริมให้เด็กได้มีพัฒนาการและเจตคติที่ดีต่อตนเอง มีความภาคมิภูมิใจและตระหนักในคุณค่าของตนเอง โดยการจัดโปรมแกรมที่ตอบสนองความต้องการของเด็กทางด้านการศึกษา สุขภาพ อนามัย ครอบครัว และสังคมอย่างเหมาะสม
     ชาวญี่ปุ่นยังไม่พอใจกับการเรียนการสอนในโรงเรียนนัก ความสนใจ เอาใจใส่ของประชาชนที่มีต่อการจัดการตลอดเวลา แต่เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในเอเชียแล้วโรงเรียนในประเทศญี่ปุ่นก็นับว่าทันสมัยและเจรฺญก้าวหน้าอย่างมาก สิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จด้านการศึกษาก็คือ การที่นักเรียนส่วนใหญ่เป็นผู้กระตือรือร้น และฝักใฝ่หาความรู้อยู่เสมอ และความภาคภูมิใจที่มีต่อความสำเร็จ  และความสนใจลึกซึ้งในศิลปะ วัฒนธรรมของชาติตน

10.ข้าพจ้าวคิดว่าประเทศญี่ปุ่น เพราะมีการวิภาษ วิจารณ์ การเรียนการสอนอยู่ตลอดเวลา